คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้  Part 2

คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้ Part 2

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

จากที่ได้กล่าวในบทความ คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้ Part 1

ผู้อ่านได้รู้จักคำศัพท์เบื้องต้น 10 คำแรกไปแล้ว ในบทความนี้จะมาพูดถึง Metric ของ Facebook และคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวการสร้างโฆษณา (Ads) พร้อมยกตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านทุกๆคนสามารถนำใช้ในการทำ Facebook Ads ได้จริง

1. Link Clicks

จำนวนการคลิก Link บนโฆษณา Facebook ของคุณที่ link ไปยังจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ทั้งในและนอก Facebook  Link Clicks เป็นจำนวนคลิกที่สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ เพราะเป็นหนึ่งวิธีในการวัดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อโฆษณาของคุณ สามารถบ่งบอกว่าผู้คนมีความต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจหรือสินค้าของคุณเพิ่มเติม จึงคลิก link ในโฆษณาเพื่อนำไปสู่ปลายทางที่มีข้อมูลดังกล่าว

Link Clicks คืออะไร

ความแตกต่างระหว่าง Link Clicks และ Clicks (all)

Link Clicks จะนับรวมแค่จำนวนการคลิก Link ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ส่วน Clicks (all) นั้น คือ จำนวนการคลิกทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโฆษณา (อ้างอิงจาก คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้  Part 1) ซึ่ง Link Clicks จะถูกนับรวมอยู่ใน Clicks (all) ด้วย ดังนั้นจำนวนผลลัพธ์ของ Clicks (all) จึงมากกว่า Link Clicks เสมอ

Link Clicks นับรวมทุก link ที่นำไปสู่ปลายทางที่กำหนดไว้ เช่น

- คลิกเพื่อไปเว็บไซต์

- คลิกเพื่อติดตั้งแอป

- คลิกเพื่อโทร หรือส่งข้อความ

- คลิกวิดีโอ

- คลิกปุ่ม Call-to-action

- คลิกเปิด Lead forms

- คลิก link URL ในคำอธิบายข้อความของโฆษณา

- คลิกโฆษณารูปแบบ Carousel, Canvas, Collection

- คลิกเพื่อไป Facebook Marketplace

- คลิก link โปรไฟล์ Instagram สำหรับโฆษณาที่โปรโมทการเข้าชมโปรไฟล์ Instagram

2. Outbound Clicks

จำนวนการคลิก Link โฆษณาบน Facebook Post ที่ link คนออกไปยังแพลตฟอร์มปลายทาง ที่อยู่นอก Facebook  Outbound Clicks เป็น Metric ที่คุณควรให้ความสำคัญ เมื่อวัตถุประสงค์ในการยิงโฆษณา คือ การเข้าชมเว็บไซต์ (Website Traffic) หรือแอปพลิเคชั่น หรือหากคุณแนบ link เว็บไซต์ ไว้ในโฆษณาของคุณ เนื่องจาก Outbound Clicks เป็นค่าประมาณที่แสดงให้เห็นถึงจำนวนจริงของผู้เข้าชมที่ตั้งใจเข้าชมเว็บไซต์หรือแอปของคุณ

ตัวอย่าง Outbound Clicks เช่น

- คลิกตรงไปเว็บไซต์

- คลิกตรงไปแอปพลิเคชัน หรือแอปของคุณใน App Store                                                                          

- คลิกโฆษณารูปแบบ Canvas, Collection, Carousel ที่พาผู้คนไปยังเว็บไซต์

- คลิก Call-to-Action ที่พาผู้คนไปยังเว็บไซต์

Outbound Clicks คืออะไร

3. Landing Page Views

จำนวนการคลิก Link โฆษณาและโหลดหน้าเว็บ Landing Page จนเสร็จ

Landing Page Views ช่วยให้ทราบว่ามีคนโหลดเว็บไซต์ของคุณกี่ครั้งหลังจากคลิกโฆษณาของคุณ

คุณสามารถเปรียบเทียบ Landing Page Views กับ Link Clicks เพื่อทำความเข้าใจว่ามีจำนวนผู้คลิกโฆษณาของคุณเท่าใดที่ออกไปก่อนที่เว็บไซต์ของคุณจะโหลดเสร็จและวิเคราะห์สาเหตุว่าเกิดจากอะไร

หากคุณต้องการดูรายงาน Landing Page Views คุณต้องติดตั้ง Facebook Pixel ก่อน

ตัวอย่างสาเหตุของการคลิก Link ที่ไม่ได้ผลลัพธ์เป็น Landing Page Views

- คนที่กำลังดูโฆษณาและคลิก Link โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วกดกลับก่อนที่หน้าเว็บจะโหลดเสร็จ

- หน้าเว็บที่ใช้เวลาโหลดนานจนเกินไป ทำให้คนปิดก่อนที่หน้าเว็บจะโหลดเสร็จ พบว่า หากหน้าเว็บใช้เวลาโหลดมากกว่า 3 วินาที ผู้คนประมาณ 50% จะเลือกปิดหน้านั้นทิ้งไป

- คนเดิมคลิกโฆษณาหลายๆครั้งในระยะเวลาสั้นๆ Facebook จะไม่นับจำนวนครั้งที่โหลดหน้าเว็บ แต่จะนับเป็น 1 unique user ต่อ 1 คลิก      

Landing Page Views คืออะไร

4. Reach

จำนวนคนที่เห็นโพสต์อย่างน้อย 1 ครั้ง เป็น Metric สำคัญที่ผู้ทำโฆษณาต้องให้ความสนใจ เพราะเป็น Metric หลักในการวัดประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้คนของโฆษณาที่ปล่อยออกไป

Reach สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนคนเข้าชมหรือการเข้าถึงผู้คน เป็นหนึ่งใน Metric วัดความสำเร็จของเพจหรือโพสต์บน Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Reach นับเป็นจำนวนคน คนเดิมเห็นโฆษณา 10 ครั้ง = 1 Reach

Reach คืออะไร

Reach แบ่งเป็น 2 ประเภท

4.1 Paid Reach

จำนวนคนที่เห็นโพสต์ จากการยิงโฆษณา คือ การที่คุณจ่ายเงินให้กับ Facebook เพื่อแสดงโฆษณาไปให้ผู้ใช้งาน Facebook เห็น พวกเขาจะเจอโฆษณาเหล่านี้ตลอดเวลา เมื่ออยู่ในโลกออนไลน์ และมักเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากโฆษณาเหล่านั้นไม่ได้ดึงดูดความสนใจทันทีที่เห็น ดังนั้นผู้ทำโฆษณาจึงควรจะทำโฆษณาออกมาในรูปแบบที่น่าสนใจและเนื้อหาที่สร้างสรรค์

ข้อดีและข้อเสียของ Paid Reach

ข้อดี

- เมื่อยิงโฆษณาออกไป คุณสามารถรู้และวัดผลได้อย่างรวดเร็ว

- ปรับเปลี่ยนโฆษณาได้อย่างยืดหยุ่นเพียงแค่กดไม่กี่คลิก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ หรือครีเอทีฟโฆษณา

- มีตัวเลือกในการทำโฆษณามากมาย ตรงกับความต้องการ คุณสามารถตั้งค่า Facebook Ad ตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ หรือเลือกรูปแบบของโฆษณาได้ เช่น รูปภาพเดี่ยว รูปภาพอัลบั้ม  วิดีโอ

- สร้างการรับรู้ให้กับผู้คนในวงกว้างและหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ นอกเหนือจากผู้ที่ติดตามเพจอยู่แล้ว

ข้อเสีย

- ใช้ต้นทุนที่สูงกว่า Organic Reach คุณต้องเสียเงินในการยิงโฆษณาไปให้กับผู้คน

- มีการแข่งขันสูง มีคนจำนวนมากที่ยิงโฆษณาธุรกิจหรือสินค้าเดียวกับคุณ จึงควรสร้างโฆษณาให้มีความแตกต่างและโดดเด่นจากคนอื่นและศึกษาให้ดีว่ากลุ่มเป้าหมายสนใจหรือชื่นชอบคอนเทนต์แบบไหน

4.2 Organic Reach

จำนวนคนที่เห็นโพสต์ ที่ไม่ได้มาจากการยิงโฆษณา คือ การที่ผู้คนเห็นเพจหรือโพสต์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของคุณ, New feeds, การแชร์หรือ Reactions ของคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากใช้เงินยิงโฆษณา

ข้อดีและข้อเสียของ Organic Reach

ข้อดี

- ผู้คนเข้าถึงเนื้อหาอย่างธรรมชาติจากการทำคอนเทนต์ของคุณ จะส่งผลดีต่อความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อแบรนด์และความเชื่อถือของธุรกิจ

- ใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า Paid Reach และประหยัดงบประมาณในการโฆษณา แต่ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว เพราะผู้คนติดตามแบรนด์ของคุณโดยไม่ต้องอาศัยโฆษณา

ข้อเสีย

- ใช้ระยะเวลานานกว่า Paid Reach ในการทำเพจและคอนเทนต์ที่น่าสนใจ เพื่อสร้างการเข้าถึงและผู้ติดตาม

- ไม่ได้การเข้าถึงจากกลุ่มคนใหม่ๆ คนที่เห็นเพจหรือโพสต์บน Facebook เป็นกลุ่มคนเดิมที่ติดตามอยู่แล้ว

5. Impression

จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงขึ้นมาบนหน้าจอผู้ใช้ นับเป็นจำนวนครั้ง โดยไม่สนว่าคนนั้นจะมีส่วนร่วมหรือคลิกดูโพสต์หรือไม่ แม้คนเดิมเห็นโฆษณาซ้ำ Facebook ก็จะนับเป็นจำนวน Impression ไปเรื่อยๆ Impression จึงเป็น Metric ที่แสดงให้เห็นถึงจำนวนครั้งทั้งหมดที่คนเห็นโฆษณาของคุณ

Impression นับเป็นจำนวนครั้ง คนเดิมเห็นโฆษณา 10 ครั้ง = 10 Impression

เช่น คนเห็นโฆษณาของคุณ แล้วกด Refresh หน้า Facebook แล้วกลับมาเห็นโฆษณานั้นอีกรอบ ก็จะถูกนับเป็นจำนวน Impression เพิ่ม

Impression คืออะไร

ความแตกต่างระหว่าง Reach และ Impression

Reach เป็นการเข้าถึงของผู้คน นับเป็น”จำนวนคน”ที่เห็นโฆษณา ในขณะที่ Impression เป็นการเห็นโฆษณาของผู้คน นับเป็น”จำนวนครั้ง”ที่เห็นโฆษณา ในการวัดผลโฆษณา Impression จึงมีจำนวนมากกว่า Reach เสมอ

ส่วนใหญ่มักดู Metric ทั้ง 2 ค่านี้ด้วยกัน เพื่อวัดประสิทธิภาพการเข้าถึงผู้คน เช่น

หากโฆษณามีจำนวน Impression สูง แต่มีจำนวน Reach ต่ำ แสดงให้เห็นว่าโพสต์ของคุณ แสดงให้คนเดิมๆเห็น คุณก็อาจจะต้องปรับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น เพื่อให้โฆษณาไม่ไปแสดงให้คนเดิมเห็นซ้ำมากเกินไป

ความแตกต่างของ Reach และ Impression
ภาพจาก seoresellerscanada

6. Conversion

คือ การกระทำ (action) บางสิ่งบางอย่างที่ธุรกิจของคุณต้องการจากลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย

การทำการตลาดออนไลน์ ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อนำผู้คนให้เข้ามาที่เว็บไซต์ เพื่อลงทะเบียน กรอกแบบฟอร์ม จนถึงซื้อสินค้าหรือบริการและกลายเป็นลูกค้าของแบรนด์ในที่สุด ซึ่ง Conversion เป็น Metric ที่สามารถบอกผลลัพธ์เหล่านี้ได้ คุณสามารถกำหนด Conversion ตามเป้าหมายของธุรกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นยอดขายเพียงเท่านั้น Conversion เป็นการกระทำใดก็ได้ที่จะทำให้เป้าหมายของธุรกิจคุณบรรลุผล เช่น

- การนัดหมายกับแบรนด์ของคุณ

- โทรหาแบรนด์ของคุณ

- ลงทะเบียนหรือสมัครสมาชิก

- กรอกแบบฟอร์ม

- กดเพิ่มสินค้าลงในตระกร้า

- การดาวโหลดไฟล์เอกสารต่างๆหรือ E-Book

- การชำระเงินซื้อสินค้า

ภาพจาก instapage

Conversion จึงมักถูกใช้เป็นหนึ่งใน Metric ในการทำ Facebook Ads เพราะเป็น Metric ที่สามารถวัดประสิทธิภาพของโฆษณาว่าได้ผลตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งโฆษณาที่ดี ควรสร้าง Conversion ได้จำนวนมาก ด้วยงบประมาณที่น้อยที่สุด

7. Lead Generation

กระบวนการเปลี่ยนคนที่ไม่ได้สนใจแบรนด์ของคุณให้กลายมาเป็นคนที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า โดยการเก็บข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสิ่งที่แบรนด์ได้ คือ ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำไปทำการตลาดต่อไป ส่วนสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายได้ คือ สิ่งที่มีคุณค่าและให้ประโยชน์แก่พวกเขา เช่น ให้กลุ่มเป้าหมายกรอกแบบฟอร์มข้อมูลส่วนตัว เพื่อแลกกับสินค้าทดลอง

Lead Generation คืออะไร
ภาพจาก mailbanger

กระบวนการทำ Lead Generation ประกอบด้วย 4 อย่าง

- Offer คือ ข้อเสนอพิเศษที่ดึงดูดและมีคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายยอมมอบข้อมูลให้ เช่น คูปอง, E-Book, Template ใช้งานฟรี

- Call-to-Action คือ ข้อความ ปุ่มหรือป้าย เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายทำในสิ่งที่คุณต้องการ เช่น สมัครตอนนี้ ดาวโหลดทันที ซื้อเลย หรือกดรับข้อมูลเพิ่มเติม

- Landing Page คือ หน้าเพจเว็บไซต์ทีกลุ่มเป้าหมาย กดเข้ามาเจอเป็นอันดับแรกโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอ Offer ที่ชัดเจนและน่าสนใจ เช่น หน้าลงทะเบียนรับสินค้าทดลองฟรี หรือกรอกแบบฟอร์มเพื่อดาวน์โหลด E-Book

- Lead Form คือ แบบฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูลที่จำเป็นจากกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาดของคุณ โดยคุณมอบ Offer พิเศษเป็นการตอบแทน

หากแบรนด์มีการทำ Lead Generation ที่ดี จะสร้าง”ว่าที่ลูกค้า”ที่มีคุณภาพมาให้กับธุรกิจ

เป็นการคัดกรองคนที่สนใจในสินค้ามาให้และสามารถสานสัมพันธ์กับคนเหล่านี้เพื่อปิดการขายได้ในอนาคต

8. Frequency

ความถี่หรือจำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่คน 1 คนเห็นโฆษณาของคุณ หรือ คนเห็นโฆษณาบ่อยแค่ไหน

Frequency เป็นค่าโดยเฉลี่ยที่อาจจะเป็นตัวเลขที่มีทศนิยม ไม่ใช่ตัวเลขจำนวนเต็มเสมอไป (ตัวเลขที่ไม่มีทศนิยม 1,2,3,4,..) ซึ่งการเข้าถึงของผู้ชมแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนอาจเห็นโฆษณาหลายครั้งมาก บางคนอาจเห็นโฆษณาเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น Frequency 1.8 ไม่ได้ควาหมายว่าทุกคนเห็น 1.8 ครั้ง บางคนเห็นถึง 5 ครั้ง ในขณะที่บางคนเห็นเพียง 1 ครั้งก็เป็นไปได้

คุณสามารถกำหนด Frequency ความถี่ในการเห็นโฆษณาของคุณได้ โดยตั้งค่าว่าจะให้คนเห็นโฆษณากี่ครั้งต่อกี่วัน เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ Campaign เป็น Reach เช่น กำหนด Frequency 1 ครั้งในทุก 7 วัน แปลว่าคน 1 คน จะเห็นโฆษณาของคุณ เพียง 1 ครั้งในทุกๆ 7 วัน หลังจากผ่านวันที่ 7 ไปแล้ว คนเดิมนั้นถึงจะเห็นโฆษณาของคุณได้อีกครั้ง

วิธีการคิด Frequency = จำนวนครั้งที่เห็นโฆษณา (Impression) หารด้วย จำนวนคนที่เห็นโฆษณา (Reach)

Frequency คืออะไร

9. Placements

ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา เป็นการกำหนดว่าสถานที่ที่โฆษณาของคุณจะไปปรากฏ ซึ่ง Placement ของ Facebook Ads ไม่ได้มีบน Facebook Feeds อย่างเดียว แต่ยังมีในแพลตฟอร์มอื่นๆอีกด้วย

Placements คืออะไร

ตัวเลือก Placement แบ่งเป็น 2 ตัวเลือก

9.1 Automatic Placements

Facebook จัดการ Placement ให้โดยอัตโนมัติ  โดยคุณให้อิสระกับระบบ Facebook ในการเลือก Placement ใดก็ได้และจัดการ Budget ที่เหมาะสม

9.2 Manual Placements

คุณกำหนด Placement ได้ด้วยตัวเอง ขั้นแรก คุณสามารถเลือกระดับอุปกรณ์ในเบื้องต้นได้ 2 ระดับ คือ คอมพิวเตอร์ (Desktop) และ โทรศัพท์มือถือ (Mobile) ถัดมาเลือกแพลตฟอร์มของ Placement ได้ 4 แพลตฟอร์ม คือ Facebook, Instagram, Messenger และ Audience Network มีรายละเอียด ดังนี้

- ตำแหน่งโฆษณาบน Facebook ได้แก่ Facebook Feeds, Marketplace, Video Feeds, Right Column, Stories, In-Straam Video, Search Results และ Instant Articles

- ตำแหน่งโฆษณาบน Instagram ได้แก่ Instagram Feed, Explore และ Stories

- ตำแหน่งโฆษณาบน Messenger ได้แก่ Messenger Inbox, Sponsored Message แลพ Stories

- ตำแหน่งโฆษณาบน Audience Network ได้แก่ ตำแหน่งโฆษณาใน App and Sites ทั้งหมด ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายอย่างละเอียดในข้อถัดไปค่ะ

การเลือก Placement ที่เหมาะสม ช่วยทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องคิดว่ากลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ และครีเอทีฟโฆษณาของคุณเหมาะสมกับ Placement แบบไหน

Manual Pla

10. Audience Network

เป็น Ad Placement รูปแบบหนึ่งที่แสดงผลโฆษณาบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ที่เป็นเครือข่ายกับ Facebook นอกเหนือจาก Facebook และ Instagram เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการแสดงโฆษณาให้กับโฆษณาของคุณ ซึ่งในขณะนี้ Campaign Objective ส่วนใหญ่รองรับ Placement แบบ Audience Network ใช้งานได้ (มีเพียง Lead Generation, Messages , Store Traffic ที่ไม่รองรับ)

Audience Network คืออะไร

Audience Network ในปัจจุบัน มีทั้งหมดเป็น 3 รูปแบบ

10.1 Native,Banner and Interstitial

Native & Banner ad เป็นโฆษณาที่คล้ายแบนเนอร์ปรากฏตามส่วนต่างๆบนหน้าเว็บไซต์ โดยโฆษณาที่ปรากฏมีเนื้อหาที่สอดคล้องใกล้เคียงกับเนื้อหาในเว็บไซต์ ส่วน Interstitial ad เป็นโฆษณาเต็มจอที่โผล่ขึ้นมาระหว่างการใช้งานแอป มีปุ่ม Call-to-Action เช่น Play Now หรือ Install App

10.2 In-Stream Videos

โฆษณาที่แทรกระหว่างที่วิดีโอเล่น การทำงานเหมือนกับ Facebook In-Stream Video

10.3 Rewarded Videos

โฆษณาเต็มจอ ที่มักขึ้นในแอปเล่นเกม ผู้ใช้สามารถเลือกดูวิดีโอโฆษณาเพื่อแลกกับรางวัลที่แอปจะให้ โดยต้องดูวิดีโอจนจบ ไม่สามารถกดข้าม (skip) ได้

ประเภทของ Audience Network

สรุปทั้งหมด

คำศัพท์ที่เราเขียนทั้ง 10 คำในบทความนี้ เป็นคำศัพท์ Metric พื้นฐาน Facebook, คำศัพท์ที่ช่วยให้เข้าใจการสร้าง Ad set และคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการ Convert คนให้กลายเป็นลูกค้า

หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับคำเหล่านี้ไปไม่มากก็น้อยนะคะ ในบทความต่อไปเราจะนำเสนอคำศัพท์ Metric ของ Facebook ที่ลงลึกและเกี่ยวกับต้นทุนโฆษณาและคำศัพท์สำคัญอีกหลายคำที่คุณต้องรู้

แล้วพบกันตอนต่อไป กับ คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้  Part 3

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Pasamon P.

Digital Marketer | Food Lover | Positive Girl

นักเขียน