คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้ Part 3

คำศัพท์พื้นฐาน Facebook Ads ที่ควรรู้ Part 3

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Facebook Ads เป็นการทำโฆษณาที่ใช้งบประมาณน้อยกว่าการโฆษณาแบบอื่นๆ คุณสามารถเริ่มต้นยิง Facebook Ads ด้วยเงินหลักร้อย แต่ถ้าคุณจะทำโฆษณาใน TV, Print Ad หรือ Billboard คุณต้องลงทุนจำนวนเงินมหาศาลเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ

ในบทความนี้ผู้เขียนจะอธิบายคำศัพท์ Facebook Ads ที่ Advance มากขึ้น ในเรื่อง Metric ของต้นทุนและคุณภาพของโฆษณา ขยายความคำศัพท์เกี่ยวกับประเภทของกลุ่มเป้าหมาย (Audience) การ Tracking และการทดสอบโฆษณา

ติดตามบทความ Facebook Ads Part 1 และ Part 2 ได้ที่นี่

1. Cost per Result

ต้นทุนต่อผลลัพธ์ แสดงให้เห็นถึงต้นทุนโดยเฉลี่ยของโฆษณาต่อผลลัพธ์ที่ได้ เป็นผลลัพธ์ที่กำหนดตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจคุณหรือ Campaign Objective แต่ละประเภท

เช่น จำนวนคลิกการดูวิดีโอ(Video Views) การมีส่วนร่วม(Engagement) หรือ การลงทะเบียนเว็บไซต์ (Conversion)

Cost per Result คำนวณโดยการหารจำนวนเงินที่ใช้จ่ายด้วยจำนวนผลลัพธ์

Cost per Result คือค่าที่บ่งบอกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน Campaign โฆษณานั้นมีประสิทธิภาพหรือคุ้มค่าหรือไม่ บอกภาพรวม performance ของแต่ละ Campaign คุณสามารถเพื่อหา Campaign ที่ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Campaign ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันจาก Cost per Result ซึ่งค่า Cost per Result ได้รับผลกระทบและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กลุ่มเป้าหมาย ครีเอทีฟโฆษณา หรือประเภทการประมูลโฆษณา

Cost per Result คืออะไร

วิธีการคำนวณ Cost per Result = จำนวนเงินที่ใช้ (Amount Spend) / จำนวนผลลัพธ์ที่ได้ (Number of Results)

ตัวอย่างการคำนวณ Cost per Result

- จำนวนเงินที่ใช้ไป Amount Spend = 6,000 บาท Results = 2,000

นำ 6,000 บาท หารด้วย 2,000 = 3

ดังนั้น Cost per result เท่ากับ 3 บาท

2. CPC (Cost per Click)

ต้นทุนต่อคลิก แสดงให้เห็นต้นทุนโดยเฉลี่ยที่คุณจ่ายไป เมื่อเกิดการคลิกบนโฆษณา ผู้ทำโฆษณาหรือธุรกิจจะเสียเงินต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น

Cost per Click เป็น Metric ที่บ่งบอกความเกี่ยวข้องและความน่าสนใจของโฆษณาที่มีต่อกลุ่มเป้าหมาย โฆษณาที่น่าสนใจ ผู้คนมีส่วนร่วมกับโฆษณาเยอะ จะมีค่า CPC ที่ถูก ในทางกลับกันโฆษณาที่ไม่น่าสนใจ ผู้คนเห็นแล้วเลื่อนผ่านไป ไม่คลิกหรือมีส่วนร่วม ทำให้ CPC สูง ต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อให้คนคลิก ผู้ทำโฆษณาจึงควรทดสอบโฆษณาที่แตกต่างกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น กลุ่มเป้าหมาย แคปชั่นโฆษณา รูปโฆษณา เพื่อค้นหาโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ค่าเฉลี่ย CPC ของทุกอุตสาหกรรมจาก Facebook Benchmarks ในปี 2020 อยู่ที่ 1.73 ดอลลาร์ (ประมาณ 51.9 บาทไทย)

ค่าเฉลี่ย Cost per Click
ภาพจาก Wordstream

อุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ย CPC สูงที่สุด คือ Finance & Insurance (การเงินและประกันภัย) CPC อยู่ที่ 3.77 ดอลลาร์ (ประมาณ 113.1 บาทไทย)

อุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ย CPC ต่ำที่สุด คือ Retails (ค้าปลีก) , Travel & Hospitality (การท่องเที่ยวและบริการ) และ Apparel (เครื่องแต่งกาย) อุตสาหกรรมทั้ง 3 นี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีกลุ่มลูกค้ามากที่สุด ผู้ทำโฆษณาจึงควรตั้งค่าโฆษณาไม่ให้กว้างจนเกินไป

Cost per Click คำนวณโดยการหารจำนวนเงินที่ใช้จ่ายด้วยจำนวนคลิกบนโฆษณา แบ่งเป็น 2 แบบ

2.1 CPC (All) -  คำนวณต้นทุนจากการคลิกทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโฆษณา

วิธีการคำนวณ CPC (All) = จำนวนเงินที่ใช้ (Amount Spend) / จำนวนคลิกทั้งหมด (Number of Clicks (All))

2.2 CPC (Cost Per Link Click) – คำนวณต้นทุนจากการคลิก Link

วิธีการคำนวณ CPC (Link Click) = จำนวนเงินที่ใช้ (Amount Spend) / จำนวนคลิกLink (Number of Link Clicks)

Cost per Click (CPC) คืออะไร

ตัวอย่างการคำนวณ CPC

-จำนวนเงินที่จ่ายไป 2000 บาท มีการคลิกที่โฆษณา 100 ครั้ง  

นำ 2000 หารด้วย 100 = 20

Cost per Click ต้นทุนต่อ 1 คลิก เท่ากับ 20 บาท

3. CPM (Cost per 1,000 Impressions)

ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงต้นทุนเฉลี่ยต่อการที่มีคนเห็นโฆษณาจำนวน 1,000 ครั้ง โดยไม่ต้องเป็นผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกัน (Unique User) หากผู้ใช้คนเดิมเห็นโฆษณา 20 ครั้ง Facebook จะนับเป็น 20 Impressions มีผลต่อการเข้าถึงผู้คนของโฆษณา CPM บ่งบอกประสิทธิภาพของจำนวนเงินที่ใช้ไปและคุณภาพของโฆษณา

เรามาทำความเข้าใจค่า CPM กันค่ะ CPM ที่ต่ำ แปลว่า เข้าถึงคนได้มาก ใช้ต้นทุนถูก แต่ CPM ที่สูง แปลว่า เข้าถึงคนได้น้อย คุณจะเสียเงินจำนวนมากขึ้น เพื่อเข้าถึงคนจำนวนเดิม

ปัจจัยที่มีผลต่อราคา CPM มีมากมายหลายปัจจัย เช่น กลุ่มเป้าหมาย (Audience), ตำแหน่งการจัดวาง (Placement),ความถี่สูงสุดในการแสดงผล (Frequency Cap), ประเภทครีเอทีฟโฆษณา (Creative Type), ความต้องการของตลาด (Market Demand)

CPM คืออะไร

วิธีคำนวณ CPM = จำนวนเงินที่ใช้ไป (Amount Spend) x 1000 / จำนวนครั้งในการแสดงผลโฆษณา (Impression)

ตัวอย่างการคำนวณ CPM

- จำนวนเงินโฆษณา 10,000 บาท จำนวนคนเห็นโฆษณา 200,000 ครั้ง  

นำ 10,000 คูณ 1000 หารด้วย 200,000 =  50

ดังนั้น ต้นทุนการแสดงผลโฆษณา 1000 ครั้ง หรือ CPM เท่ากับ 50 บาท

4. CTR (Click-Through-Rate)

อัตราส่วนการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น แสดงให้เห็นถึงคนที่เห็นโฆษณา แล้วคลิกดูโฆษณามีสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) เท่าไร

CTR บอกว่าโฆษณาและคอนเทนต์ของคุณดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ที่เห็นโฆษณาให้กดคลิกได้มากน้อยเพียงใด

หากคุณกำหนดเป้าหมายและโฆษณามีคุณภาพ ตรงประเด็น คุณมีโอกาสได้ CTR สูง บ่งชี้ได้ว่าโฆษณามีประโยชน์และคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมาย หากโฆษณาไม่ดี คุณจะได้ CTRต่ำ เนื่องจากผู้ที่เห็นโฆษณาของคุณไม่สนใจในสิ่งที่นำเสนอ

คุณสามารถเพิ่มค่า CTR ให้สูงขึ้นได้ โดยทำให้โฆษณาดึงดูดสายตาของผู้ใช้ที่ผ่านไปผ่านมามากขึ้นด้วยการใช้รูปที่ให้ความรู้สึกในแง่บวก ปรับสีของรูปให้โดนเด่นขึ้น ใช้แคปชั่นที่เข้าใจง่าย หรือใส่ปุ่ม Call-to-Action ให้ชัดเจน  

CTR มีความคล้ายกับ CPC เพราะแบ่งการคำนวณออกเป็น 2 แบบ

4.1 CTR (All) -  คำนวณสัดส่วนจากการคลิกโฆษณาทั้งหมดกับจำนวนคนเห็นโฆษณา

วิธีการคำนวณ CTR (All) = จำนวนคลิกโฆษณาทั้งหมด (Clicks(All) / จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล (Impression)) x 100

4.2 CTR (Links) – คำนวณสัดส่วนจากการคลิก Link กับจำนวนคนเห็นโฆษณา

วิธีการคำนวณ CPC (Link Click)= จำนวนคลิก Link โฆษณา (Link Clicks) / จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล (Impression)) x 100

CTR (Click-Through-Rate) คืออะไร

ตัวอย่างการคำนวณ CTR

- จำนวนคลิกโฆษณา 50 ครั้ง จำนวนคนเห็นโฆษณา 250 ครั้ง

นำ 50 หารด้วย 250 คูณ 100 = 20%

เปอร์เซ็นต์ที่คนคลิกโฆษณาเมื่อเห็น หรือ CTR เท่ากับ 20%

5. Cost per Lead

ต้นทุนต่อข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย (Leads) หมายถึงต้นทุนที่ใช้ต่อการเก็บข้อมูลของ “ว่าที่ลูกค้า” หรือคนที่มีแนวโน้มจะมาเป็นลูกค้า เมื่อคนที่เห็นโฆษณา คลิกบนโฆษณา แล้วกรอกให้ข้อมูลส่วนตัวกับธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มีคุณค่าต่อพวกเขา เช่น E-Book, ส่วนลด หรือสินค้าทดลอง

Cost per Lead เป็น Metric สำคัญที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดและเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการวิเคราะห์ว่าจำนวนเงินที่ใช้ไปในการหาลูกค้าใหม่นั้นคุ้มค่าหรือไม่

Cost per Lead ใน Facebook Ads สามารถดูได้ เมื่อเลือก Campaign Objective Lead Generation โดยดูที่ Column Cost per Results เนื่องจาก Result ของวัตถุประสงค์นี้ คือ Leads

ราคา Cost per Lead จะถูกคิดเมื่อกลุ่มเป้าหมายกรอกข้อมูลแบบฟอร์มลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์

ภาพจาก ryte

วิธีคำนวณ Cost per Lead = จำนวนเงินที่ใช้ (Amount Spend) / จำนวนลูกค้าเป้าหมาย (Number of Leads)

ตัวอย่างการคำนวณ Cost per Lead

- จำนวนเงินที่จ่ายไป 5,000 บาท มีจำนวน Leads หรือคนที่กรอกแบบฟอร์มเสร็จ 20 คน

นำ 5,000 หารด้วย 20 = 200

Cost per Lead ต้นทุนต่อลูกค้าเป้าหมาย 1 คน เท่ากับ 200 บาท

6. Quality Ranking

คือ การจัดอันดับคุณภาพ วัดคุณภาพของโฆษณาเมื่อเทียบกับโฆษณาอื่นๆที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน โดยวัดจาก Feedback ของโฆษณา การซ่อนโฆษณา ประสบการณ์ที่ได้รับจากการคลิกโฆษณา ความดึงดูดสายตาของรูปภาพโฆษณา ความน่าสนใจของข้อความโฆษณาหรือปุ่ม Call-to-Action

ตัวอย่างเช่น โฆษณาคอนโดมิเนียมในเมือง Toronto Facebook จะให้คะแนน Quality Ranking โพสต์ที่มีรูปภาพที่ดึงดูดสายตามากกว่า ก็คือ รูปด้านขวา เพราะในรูปมีตึก CN Tower ซึ่งเป็น Landmark สำคัญของเมือง Toronto ทำให้ผู้ที่เห็นโฆษณารู้สึกเชื่อมโยงกันรูปนี้มากกว่า (อ้างอิงจาก socialmediaexaminer)

ภาพจาก socialmediaexaminer

Quality Ranking แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่

- สูงกว่าค่าเฉลี่ย (Above Average) สูงกว่า 55% ขึ้นไป

- อยู่ในค่าเฉลี่ย (Average) อยู่ในระหว่าง 35-55%

- ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : 35% ต่ำสุดของโฆษณา (Below Average : Bottom 35% of Ads)

- ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : 20% ต่ำสุดของโฆษณา (Below Average : Bottom 20% of Ads)

- ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : 10% ต่ำสุดของโฆษณา (Below Average : Bottom 10% of Ads)

หากโฆษณาของคุณอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (Below Average) คุณสามารถปรับปรุง Facebook Ads เพื่อ Quality Ranking ที่ดีขึ้น โดยการประเมินกลุ่มเป้าหมายของคุณใหม่ ว่าพวกเขาอยู่ใน Sale Funnels ขั้นไหน ควรจะใช้คอนเทนต์อะไรที่ไม่ใช่แค่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว หรือลองเช็คความถี่ที่คนเห็นโฆษณา (Frequency) ถ้าความถี่สูง อาจป็น Ad fatigue หรือการที่ลูกค้าเห็นโฆษณาบ่อยเกินไป ไม่สนใจและไม่เกิด Action ใดๆ คุณจึงควรปรับความถี่ให้ลดลงอย่างเหมาะสม

Quality Ranking คืออะไร

7. Custom Audience

กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง หมายถึง กลุ่มเป้าหมายที่รู้จัก คุ้นเคยหรือเคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจมาก่อน ในช่องทางอย่าง Facebook, เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, อีเมลล์ หรือรายชื่อลูกค้าที่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์

การทำ Custom Audience ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์มาก่อนหน้านี้ เคยให้ข้อมูลส่วนตัวหรือเคย Like, Comment โพสต์หรือดูวิดีโอในเพจ จึงเป็นคนที่สนใจสินค้าของคุณ

Custom Audience คืออะไร
ภาพจาก restaurant.eatapp

การทำโฆษณาด้วยการใช้ Custom Audience จากข้อมูลของคนเหล่านี้ เป็นการทำ Retargeting อีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากกลับไปหากลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ จึงมีโอกาสในการสร้าง Conversion และยอดขายได้ ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าการทำการตลาดหรือยิงโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่

คุณสามารถสร้าง Custom Audience ได้จากหลายแหล่งที่มา (Sources) แบ่งเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ

7.1 แหล่งที่มาของคุณ เช่น Website, App activity, Customer Lists, Offline activity

7.2 แหล่งที่มาบน Facebook เช่น Video, Instagram account, Lead form, เพจ Facebook, Instant Experience, Events

8. Lookalike Audience

กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน คือ กลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์และยังไม่มีความเกี่ยวข้อง แต่มี persona หรือลักษณะที่ใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุ สถานที่ตั้ง ความสนใจ ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรม ประเภทคอนเทนต์ที่ชอบและติดตามเพจที่ใกล้เคียงกัน

Facebook จะวิเคราะห์ข้อมูลฐานลูกค้าเดิมหรือคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์จากแหล่งที่มาที่เลือกไว้และทำการเปรียบเทียบ คัดกรองหากลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มลูกค้าเดิมของคุณ

Custom Audience คืออะไร

Lookalike Audience คืออะไร
ภาพจาก ladder

Lookalike Audience เป็นการทำให้กลุ่มคนใหม่ๆรู้จักแบรนด์ สร้าง Brand Awareness ของแบรนด์ให้เพิ่มมากขึ้น และขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มีคุณสมบัติเป็นกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ได้ ซึ่งการทำ Lookalike Audience ให้มีประสิทธิภาพ คุณจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ

วิธีสร้าง Lookalike Audience สามารถทำได้หลายแบบ สร้าง Custom Audience จาก Source ต่างๆ เช่น คนที่เข้าไปดูเว็บไซต์หรือหน้าเว็บต่างๆ , คนที่มี Engagement, ดูวิดีโอในเพจ หรือสร้าง Lookalike Audience จาก Customer list ข้อมูลของลูกค้า ชื่อ , เบอร์โทร, email, รหัสไปรษณีย์ หรือ Value-Based Source จากการติด Facebook Pixel

9. Facebook Pixel

ระบบ tracking ของ Facebook ที่คุณต้องนำชุดโค้ด (Code) ไปติดตั้งในเว็บไซต์ เพื่อติดตาม เก็บบันทึกข้อมูลพฤติกรรม และกิจกรรมของคนที่เข้ามาที่เว็บไซต์ เช่น ข้อมูลคนกดเพิ่มสินค้าลงตะกร้า , คนเข้าชมเว็บไซต์ , คนที่ชำระเงินค่าสินค้าของคุณ

Facebook Pixel
ภาพจาก wpblog

Facebook Pixel เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้คุณสร้างโฆษณาที่มีคุณภาพและวัดผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำความเข้าใจการกระทำของผู้คน (Action) บนเว็บไซต์ เมื่อคุณรู้พฤติกรรมของคนที่เข้ามาเว็บไซต์แล้ว จะทำให้สามารถทำโฆษณาได้ลึกและแม่นยำมากขึ้น สามารถทำโฆษณาแบบ Conversion ที่มากกว่าการคลิกได้ ไม่ว่าจะเป็นการกดโทรติดต่อ การสั่งซื้อ การสมัครสมาชิกหรือการกดรับข่าวสารจากอีเมลล์ และยังนำข้อมูลคนที่ take action ไปทำ Retargeting ได้

การทำงานของ Facebook Pixel เมื่อคุณตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว Facebook Pixel จะ Track ทุกอย่างที่คนกระทำบนเว็บไซต์ของคุณ Facebook Pixel โดยบันทึกข้อมูล Action ไว้ คุณดูข้อมูลเหล่านี้ได้ที่หน้า Facebook Pixel ในหน้า Events Manager ซึ่งบอกรายละเอียดของ Action ทั้งหมด คุณสามารถนำข้อมูลไปกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Custom Audience) เพื่อทำโฆษณาที่ละเอียดขึ้นรวมถึงนำไปทำการตลาดอื่นๆต่อไปในอนาคตได้

10. A/B Testing

การทำ Split Test หรือกระบวนการทดสอบโฆษณา 2 แบบขึ้นไป ที่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน แต่มี 1 ตัวแปรที่ต่างกัน เช่น กลุ่มเป้าหมาย (Audience), ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา (Placement) หรือ ครีเอทีฟโฆษณา (Creative Ad) โดยผู้ทำโฆษณาสังเกต เก็บรวบรวม feedback และ metric ที่สำคัญตามแต่ละวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบหาสิ่งที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า

A/B Testing
ภาพจาก searchenginejournal

การทดสอบโฆษณาด้วย A/B Testing นั้นช่วยทำให้รู้ข้อบกพร่องของโฆษณาและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดข้อผิดพลาดในการทำโฆษณาในอนาคต ทั้งยังช่วยให้ผู้ทำโฆษณาทราบแนวทางการทำโฆษณาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

การทำ A/B Testing ใน Facebook สามารถทดสอบได้หลากหลายตัวแปร (Variable) ซึ่งผู้เขียนคิดว่า Facebook แบ่งการเลือกตัวแปรไว้ 2 แบบ คือ

- ตัวแปรที่ Facebook กำหนดมาให้ ได้แก่ Image, Video, Ad text, Age and Gender และ Saved Audience

- ตัวแปรที่คุณสามารถกำหนดได้เอง ได้แก่ Custom ผู้ทำโฆษณาต้องสร้าง Campaign ขึ้นมา 2 Campaign โดยกำหนดตัวแปรที่แตกต่างกัน เพื่อวัดประสิทธิภาพโฆษณาตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

สรุปทั้งหมด

จบไปเรียบร้อยแล้วกับ คำศัพท์ Facebook Ads ที่คุณควรรู้ ทั้ง 3 Part ตั้งแต่คำศัพท์ระดับเบื้องต้นจนถึงระดับที่ลึกขึ้น  คุณสามารถอ่านคำศัพท์ Part 1 และคำศัพท์ Part 2 อีกครั้งได้ที่นี่

หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้ความรู้ความเข้าใจจากบทความของเรา แล้วนำไปใช้ในการทำ Facebook Ads ได้นะคะ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่สำคัญในการทำ Facebook Ads หากไม่อยากพลาดบทความดีๆที่เรานำมาแชร์ แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์และเพจ Facebook ของเราไว้ค่ะ

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Pasamon P.

Digital Marketer | Food Lover | Positive Girl

นักเขียน