ทำไม Growth Marketing ถึงเป็นกลยุทธ์ที่ควรใช้มากกว่า Digital Marketing ในปี 2021

ทำไม Growth Marketing ถึงเป็นกลยุทธ์ที่ควรใช้มากกว่า Digital Marketing ในปี 2021

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่า Growth Marketing มาบ้างแล้ว แต่ยังคงไม่แน่ใจว่า Growth Marketing คืออะไร และแตกต่างจาก Digital Marketing ทั่วไปที่ใช้กันอย่างไร

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการตลาดทั้ง 2 แบบ มีความแตกต่างกันอย่างมากในหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดประสงค์ Framework กระบวนการทำงาน หรือโอกาสและความเสี่ยง 

Growth Marketing เน้นการมอบคุณค่าของธุรกิจให้กับลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจเติบโต โดย

ทำให้ลูกค้าพบกับคุณค่าที่ธุรกิจมอบให้เร็วที่สุด ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า การทำให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ หรือการบอกต่อธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโต แต่ Digital Marketing จะให้ความสำคัญกับ การสร้างภาพลักษณ์ สร้างกำไรให้กับธุรกิจและทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากที่สุด


ในบทความนี้ W Experience จะพาผู้อ่านทุกท่านไปศึกษาและทำความเข้าใจในความแตกต่างของ Growth Marketing และ Digital Marketing ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย


Growth Marketing คืออะไร

Growth Marketing คือ การตลาดเพื่อการเติบโต เป็นกลยุทธ์การตลาดที่โฟกัสไปที่การเติบโตของธุรกิจเป็นหลัก โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างคุณค่า (Value) ให้กับกลุ่มลูกค้า ผ่านกระบวนการตั้งสมมติฐาน การทดลองเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดด้วยการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย 


หลักการของ Growth Marketing ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทำการตลาดแล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อปรับแผนการทำงาน และทำให้ลูกค้าเกิดการใช้ซ้ำ (Retention) และการบอกต่อ (Referal) ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด 

อ่านรายละเอียดฉบับเต็มของ Growth Marketing ได้ที่นี่

Digital Marketing คืออะไร

Digital Marketing คือ การตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล สื่อออนไลน์ทุกอย่างที่อยู่ในบนอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ , โซเชียลมีเดีย และอีเมลล์ โดยใข้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ 


Digital Marketing เป็นการตลาดที่เน้นการสร้างการรับรู้ หาลูกค้าใหม่ ๆ และสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ ด้วยการทำกลยุทธ์การตลาดผ่านช่องออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Pay-Per-Click, Paid Search, SEO หรือ SEM

ซึ่งแตกต่างจากการตลาดออฟไลน์ Traditional Marketing เนื่องจากการทำ Digital Marketing ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเครื่องมือ Tools ที่ใช้หรือกิจกรรมทางการตลาดจะต้องอยู่บนโลกออนไลน์เท่านั้น


ความแตกต่าง Growth Marketing VS Digital Marketing

1. วัตถุประสงค์

การตั้งวัตถุประสงค์ของ Growth Marketing เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาให้ลูกค้าเป็นหลัก โดยศึกษา ทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ให้ลูกค้าได้รับคุณค่าจากธุรกิจเร็วที่สุด เพื่อให้พวกเขากลับมาใช้งานสินค้าหรือบริการต่อไป รวมถึงบอกต่อธุรกิจคุณไปยังผู้คนอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน


ส่วนวัตถุประสงค์ของ Digital Marketing มักจะเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ (Brand 

Awareness) ทำให้ธุรกิจถูกพูดถึงมากที่สุด สร้าง Branding และภาพจำให้กับธุรกิจ รวมถึงการสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ โดยให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการจำนวนเยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจเติบโตในระยะสั้น 

Digital Marketer อาจไม่ได้คำนึงถึงการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว การทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือเป็นลูกค้าประจำ เป็นส่วนที่แตกต่างกับ Growth Marketing โดยสิ้นเชิง


2. Framework

AARRR Funnel หรือ Growth Funnel ของ Growth Marketing ช่วยให้คุณทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้า เป็นกระบวนการที่แสดงให้เห็นถึง Customer Journey ของกลุ่มเป้าหมายในการมาเป็นลูกค้า โดยแบ่งออกเป็น 5 stage ด้วยกัน ดังนี้

AARRR Funnel คืออะไร
ภาพจาก startitup

Acquisition (การหาลูกค้าใหม่)

ขั้นแรกใน AARRR Funnel บ่งบอกผู้คนจะพบเจอธุรกิจคุณได้อย่างไร ลองคิดว่าลูกค้าของธุรกิจคุณอยู่ที่ไหน ซึ่งการที่จะรู้ว่าลูกค้าอยู่ในช่องทางใดบ้าง จำเป็นต้องสร้าง Persona ขึ้นมา โดยรวบรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์ อายุ เพศ ที่อยู่อาศัย ความสนใจ พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียหรือ Device ที่ใช้ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และสร้างเป็น Persona เพื่อให้แบรนด์วางแผนการหาลูกค้าและสร้างช่องทางออนไลน์ได้ตรงกับการใช้งานของกลุ่มลูกค้า 

ช่องทางการหาลูกค้าใหม่ในยุคอินเตอร์เน็ตมีหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, Twitter หรือ Search engine อย่าง Google รวมถึงเว็บไซต์ที่เปรียบเสมือนบ้าน ของธุรกิจคุณ ซึ่งคุณต้องวิเคราะห์ว่าช่องทางไหนเหมาะกับธุรกิจ 


Activation (การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า) 

ประสบการณ์แรกที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าหรือบริการของคุณ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องทำให้ลูกค้าเกิด “Aha Moment” กับสินค้าของคุณ ซึ่งเป็นการที่ลูกค้าตระหนักถึงคุณค่าจากสินค้าของคุณ ทำให้พวกเขาใช้งานสินค้าหรือบริการต่อไปและกลับมาใช้อีกในอนาคต

ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจะเกิดขึ้นต่อเมื่อลูกค้าได้ใช้งานสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น 

  • Grab ลูกค้าดาวน์โหลดแอปไว้ แล้วกดเรียกรถ เป็น Activation แต่ถ้ายังไม่ได้เรียกรถ ก็จะยังไม่เป็น Activation
  • เว็บไซต์ กลุ่มเป้าหมายเข้าเว็บไซต์ แล้วกดใช้โค้ดโปรโมชั่น รับสินค้าทดลองหรืออ่านบทความในหน้าเว็บเป็นเวลาประมาณหนึ่ง เป็นการ Activation แต่ถ้าเข้าเว็บไซต์ แล้วออกทันที ไม่ได้มี action ใด ๆ จะถือว่ายังไม่ได้ประสบการณ์จากแบรนด์

สิ่งสำคัญที่สุดของขั้นตอน Activation คือ การที่แบรนด์สามารถนำเสนอ Solution เพื่อแกปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้นั่นเอง


Retention (การทำให้ลูกค้ากลับใช้ซ้ำ) 

Retention เป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจคุณอย่างมาก เพราะเป็นการทำให้ผู้คนที่เข้ามาในธุรกิจใช้สินค้าหรือบริการต่อไป 

การทำ Retention เปรียบเสมือนกับแก้วน้ำ โดยคนที่เข้ามาในธุรกิจ คือ น้ำที่ไหลเข้ามาในแก้ว ถ้าหากแก้วน้ำมีรอยรั่วอยู่เยอะ น้ำที่ไหลเข้ามาก็จะไหลออกไปเรื่อย ๆ การทำ Retention ถือเป็นการอุดรอยรั่วในแก้ว ให้น้ำที่ไหลเข้ามาในแก้ว แล้วไม่ไหลออกไป ยิ่งแก้วมีรอยรั่วน้อยเท่าไร ลูกค้าที่เข้ามา ก็จะไม่หลุดออกไปมากเท่านั้น ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาคงอยู่ในธุรกิจและกลับมาใช้สินค้าต่อไปนั่นเอง 

หัวใจของ Retention คือ การพัฒนาสินค้าให้มอบคุณค่าแก่ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน คุณต้องมองภาพรวมของธุรกิจว่าคุณค่าของธุรกิจคืออะไร จะมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้อย่างไร วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า แล้วนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าสำหรับกลุ่มลูกค้า


หลายท่านอาจเข้าใจว่าขั้นตอนของ AARRR Funnel ต้องทำ Acquisition และ Activaion เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว คุณควรโฟกัสที่การทำ Retention ก่อน โดยทำ Testing ผลิตภัณฑ์กับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจและพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ของธุรกิจคุณดีมาก มีลูกค้ากลับมาใช้อย่างต่อเนื่อง จากนั้นค่อยกลับไปทำ Acquisition และ Activation ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 

 

Revenue (การสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ)

Revenue เป็นขั้นตอนที่สร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจและทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ หลังจากที่กลุ่มเป้าหมายรู้จัก ได้รับประสบการณ์และคุณค่าจากธุรกิจ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนพวกเขาให้กลายมาเป็นลูกค้า คุณต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้คนที่มีความคุ้นเคยกับแบรนด์ดีแล้ว ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้สินค้าหรือบริการ

คุณสามารถเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ โดยการเพิ่ม Customer Lifetime Value (CLV) หรือ มูลค่าตลอดชีพของลูกค้าที่ธุรกิจได้รับในขณะที่ลูกค้าใช้สินค้าหรือบริการของคุณ และลด Customer Acquisition Cost (CAC) หรือ ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย

อัตราส่วนของ CLV ต่อ CAC ที่ดีต่อการเติบโตของธุรกิจ คือ 3:1 (รายได้จากลูกค้ามากกว่าต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่)


Referral (การทำให้ลูกค้าบอกต่อธุรกิจ)

Referral ขยายการเติบโตของธุรกิจและฐานลูกค้าให้ใหญ่มากขึ้น เพราะการที่ลูกค้าบอกต่อธุรกิจนั้น แปลว่าสินค้าหรือบริการของธุรกิจนั้นต้องดีมาก ๆ ลูกค้าชื่นชอบจนอยากบอกให้คนอื่นรู้

การที่ลูกค้าช่วยแนะนำเพื่อนให้มาใช้สินค้าหรือบริการ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจของคุณถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าธุรกิจคุณมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งคนส่วนใหญ่มักซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ที่เพื่อนหรือคนในครอบครัวแนะนำ เพราะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

แคมเปญการตลาดแบบ Referral Program เป็นอีกวิธีทำให้ลูกค้าบอกต่อธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีธุรกิจชั้นนำหลายเจ้าที่เลือกใช้การตลาดแบบนี้ เช่น Airbnb ทำแคมเปญ Refer-a-Friend Program โดยให้ส่วนลดทั้งผู้ที่ชักชวนเพื่อนและเพื่อนคนนั้น เพื่อเข้าพักโดยผ่าน Airbnb ซึ่งแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเพิ่มยอด booking มากถึง 25%

AirBnb
ภาพจาก buyapowa

Framework ของ Digital Marketing vs Growth Marketing

Growth Marketing vs Digital Marketing
ภาพจาก brianbalfour


จากรูปนี้ จะเห็นได้ว่า Digital Marketing ให้ความสำคัญเพียงการทำให้ผู้คนรู้จัก และหาลูกค้าใหม่ให้กับธุรกิจเท่านั้น นั่นก็คือ คือ Awareness และ Acquisition ในขณะที่ Growth Marketing ครอบคลุมทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ Funnel นอกจากการสร้างการรับรู้และหาลูกค้าแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า การทำให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ จนถึงการแนะนำบอกต่อแบรนด์ให้กับคนอื่น ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้


3. กระบวนการทำงาน

หลักการทำงานของ Growth Marketing 

ทุกคนในองค์กรจะต้องมองเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน โดยมี Metric วัดผลการเติบโตของบริษัทที่สำคัญที่สุดหรือ North Star Metric เพียง 1 ค่า เพื่อทำให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน 

ซึ่งเป็นการทำงานที่มีแนวคิดเหมือนกับการทำงานแบบ Agile แปลตรงตัวว่า "คล่องแคล่ว ว่องไว" เป็นการทำงานที่เน้นการทำงานแบบ Cross-functional Team คือ ทีมที่รวบรวมสมาชิกจากหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยสื่อสาร ทำงานร่วมกันในทุกขั้นตอน เพื่อลดทำงานที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน เพราะทุกคนรู้ความคืบหน้าของงานเท่า ๆ กัน และรู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบงานแต่ละส่วน 

แนวคิดการทำงานแบบ Growth จะวัดผลการทำงานด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ใช้หลักการ Data-Driven ในการตัดสินใจและมีการ Feedback อยู่ตลอดเวลา ให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

หากเกิดข้อผิดพลาด จะสามารถระบุสาเหตุและปรับเปลี่ยนแผนการทำงานเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด


หลักการทำงานของ Digital Marketing หรือการตลาดรูปแบบเดิม

ส่วนใหญ่เป็นการทำงาน Silo คือ การทำงานที่แบ่งแยกออกเป็นแผนก หน่วยงานต่าง ๆ โดยคนในองค์กรไม่ต้องการแบ่งปันข้อมูลหรือความรู้กับบุคคลอื่น ๆ ที่ทำงานด้วย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา จะแก้ปัญหาได้ล่าช้าเพราะในแต่ละทีมไม่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน หรือแต่ละทีมไม่รู้ความคืบหน้าของธุรกิจในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนหรือทำงานไปคนละทิศละทาง งานที่ได้จึงอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

ดังที่ Patrick Lencioni นักเขียนด้าน Business Management กล่าวไว้ว่า Silo เป็นเหมือนอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานภายในองค์กร ทำให้หน่วยงานที่ควรทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีการสื่อสารกันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งพบเห็นได้ในองค์กรทั่วไป

นอกจากการทำงานแยกกันหรือ Silo แล้ว Digital Marketing ยังมีกระบวนการทำงานแบบ Waterfall คือ การทำงานที่มีลำดับขั้นตอนไล่ลงมาเหมือนน้ำตก มีระบบการทำงานที่ชัดเจน เป็นการทำงานแบบ Top-Down ที่อำนาจการตัดสินใจเป็นของผู้บริหารหรือหัวหน้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะปรับการทำงานในแต่ละคร้ังอาจใช้เวลานาน เพราะต้องรอจากตัดสินใจจากผู้มีอำนาจเท่านั้น

Agile vs Waterfall
 ภาพจาก hackr


4. โอกาสและความเสี่ยง

จากที่กล่าวไปข้างต้น ในการทำ Growth Marketing ต้องทำการทดลอง ตั้งสมมติฐาน เพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การทดลองไอเดียใหม่ ๆ นั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ โดยมากมักล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จ ถือเป็นความเสี่ยงในการทำงาน เนื่องจากกระบวนการทำงานแต่ละอย่าง มีต้นทุนที่เสียไป ทั้งเวลา แรงงานและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ในการเสี่ยงนั้น เป็นการเสี่ยงที่มีเหตุผล เพราะการทำงานแบบ Growth Marketing มีการวัดผลทุกขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับแผนการทำงานให้ดีขึ้น ไม่ใช่การเสี่ยงแบบสุ่มและไม่มีแบบแผน

ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมา คือ ประสบการณ์ การเรียนรู้ที่หาที่ไหนไม่ได้นอกจากการลงมือทำจริง ข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่การเติบโตได้ในอนาคต

ดังนั้นความเสี่ยงในการทดลองทำแคมเปญการตลาดแบบใหม่ ก็จะมาพร้อมกับโอกาสในการประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน


ในทางกลับกัน Digital Marketing เป็นการตลาดที่ทำงานตามแบบแผนที่วางไว้ แยกกันทำงาน แต่ละคนทำงานในส่วนของตัวเองเท่านั้น ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ไม่เกิดไอเดียใหม่ ๆ  ซึ่งเป็นการตลาดที่ค่อนข้างปลอดภัย ไม่ได้มีการทดลองทำสิ่งใหม่ จึงไม่เกิดความเสี่ยง แต่มีโอกาสเติบโตน้อยกว่าการทำงานแบบ Growth Marketing เพราะไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างหรือโดดเด่นจากแบรนด์อื่นในสายธุรกิจเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม Growth Marketing ไม่ได้เหมาะกับทุกอุตสาหกรรมในตอนนี้

การทำงานแบบ Growth Marketing เน้นความคล่องแคล่วว่องไว ทีมงานปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกับทุกสถานการณ์ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้ในทันที รูปแบบการทำงานที่แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตัวอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์หรือร้านขายของออนไลน์ ร้านที่ซื้อมาขายไป เพราะเมื่อสร้างหรือซื้อสินค้ามาแล้ว จะไม่สามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยนสินค้าได้เลย


ดังนั้น Growth Marketing จึงเหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพหรือซอฟต์แวร์ ที่ผลิตภัณฑ์ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วกว่า เพราะเราสามารถปรับปรุงซอฟต์แวร์ได้ในทุกเดือน ทุกสัปดาห์หรือทุกวันตามที่ต้องการ และมีรูปแบบการทำงานเป็นทีม มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนไอเดียเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอด 

เช่น Facebook ที่ปรับหน้าตาของแอปหรือ UX/UI design อยู่ตลอดและ Launch ฟีเจอร์การใช้งานใหม่ ๆ เป็นประจำ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีขึ้นจากการใช้งาน Facebook



สรุปทั้งหมด

จาก Growth Marketing และ Digital Marketing ที่กล่าวไป จะเห็นได้ว่าการตลาดทั้ง 2 แบบสามารถสร้างรายได้และการเติบโตให้กับธุรกิจได้ Digital Marketing จะเป็นการเติบโตในระยะสั้น ทำให้ผู้คนรู้จักและซื้อสินค้าจำนวนมาก แต่ Growth Marketing เป็นการตลาดที่สร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากโฟกัสไปที่การมอบคุณค่าที่ดีให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อสินค้าให้กับคนอื่น


การปรับเปลี่ยนการทำงานเป็น Growth Marketing ไม่ใช่เรื่องยาก แต่อาจต้องอาศัยการศึกษา เรียนรู้จากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จด้วยกลยุทธ์การตลาดนี้หรือผู้ที่มีประสบการณ์เรื่อง Growth Marketing เป็นอย่างดี

W Experience เป็นเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญและให้บริการด้าน Growth Marketing โดยเฉพาะ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากท่านใดต้องการสอบถามหรือพูดคุยเรื่อง Growth Marketing กับเรา ติดต่อได้ ที่นี่


Source

thegrowthmaster, brianbalfour, amuratech, medium


ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Pasamon P.

Digital Marketer | Food Lover | Positive Girl

นักเขียน