Growth Team เบื้องหลังสูตรลับเร่งการเติบโต x10 ให้แก่ธุรกิจ

Growth Team เบื้องหลังสูตรลับเร่งการเติบโต x10 ให้แก่ธุรกิจ

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อความรวดเร็วกลายเป็นจุดได้เปรียบของการแข่งขันในธุรกิจปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เพียงปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่กลับเป็นปลาเร็วกินปลาช้า ยิ่งลูกค้าเปลี่ยนผ่านจากออฟไลน์เข้าสู่ออนไลน์มากขึ้นจากที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนา หรือ Covid-19 ที่บีบบังคับให้คนเข้าสู่ออนไลน์มากกว่าเดิม ทำให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและเป้าหมายใหม่ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่บนโลกออนไลน์กว่าที่เคย


สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการสร้างช่องทางการสื่อสารในการทำกิจกรรมทางการตลาดที่อาศัย Social Media เพื่อนำเสนอสินค้า ปิดการขาย ก้าวขึ้นสู่การเป็น top-of-mind หรือแม้การทำ CRM ก็ล้วนผ่านช่องทางเหล่านั้นมากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ Digital Marketing อาจจะเป็นศัพท์ที่แพร่หลายและกลายเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอดของเหล่าธุรกิจในปัจจุบัน แต่หารู้ไม่ เรายังมีอีกศาสตร์ที่สามารถพาธุรกิจของคุณให้เติบโตขึ้นกว่าที่เคยด้วยศาสตร์ Growth Hacking และการทำ Growth Marketing ที่มี Growth Team อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการเร่งการเติบโตx10 ให้แก่ธุรกิจ


Growth Hacking ,Growth Marketing คืออะไร? ศาสตร์ที่ว่าด้วยการเร่งการเติบโต 10 เท่า 


‘Growth Hacking’ คือ “กระบวนการในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจด้วยการสร้างสมมติฐาน ทดลอง และเรียนรู้ เพื่อสร้างสมการที่สามารถทำนายผลลัพธ์ในอนาคต ให้ธุรกิจสามารถนำสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตมาทำซ้ำเพื่อสร้างผลลัพธ์แบบทวีคูณได้” (W.JAMES., 2021)


โดยนำศาสตร์สำคัญ ๆ 4 ศาสตร์ อย่าง Creative Marketing ที่ทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก(Do less, Get more) ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด, Behavioral Psychology เข้าใจถึงความคิดและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย, Data&Testing วัดผลและตัดสินใจอย่างแม่นยำจากข้อมูล และทดลองซ้ำเพื่อหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด, และ Technology&Automation นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดงานซ้ำซ้อน เพื่อให้มีเวลาเหลือเฟือในการไปพัฒนาด้านอื่น ๆ ทั้งหมดถูกนำมากลั่นกรองจนออกมาเป็นสูตรลับกลยุทธ์เฉพาะตัวของธุรกิจ เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์การเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแก่ธุรกิจของคุณ (สามารถทำความรู้จักกับศาสตร์ Growth Hacking เพิ่มเติมได้ที่นี่)


ส่วน ‘Growth Marketing’ คือการทำการตลาดที่เลือกใช้กลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากที่สุด โดยจะเน้นการทดลองหรือ Experiments Based ในการกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับธุรกิจและเป้าหมายของคุณมากที่สุดในการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า หรือแบบเข้าใจได้ง่าย ๆ คือการใช้กลยุทธ์ที่สามารถสร้างยอดขายหรือเพิ่มฐานลูกค้า การขยายธุรกิจ โดยใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรที่น้อยที่สุด และรวดเร็วที่สุด


โดย Growth Marketing จะมี Frameworks การตั้งเป้าหมาย การเลือกตัวชี้วัดผลลัพธ์ และโครงสร้างทีมที่ครอบคลุมทั้งโปรเกจต์ ซึ่งจะแตกต่างจากการทำ Digital Marketing ที่จะเน้นดูแลกิจกรรมทางการตลาด การสร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจ และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละทีม (สามารถอ่านบทความเรื่องความแตกต่างระหว่างการทำ Growth Marketing Vs. Digital Marketing เพิ่มเติมได้ที่นี่)


Growth Team คืออะไร? ผนึกผู้ร่วมทีมสุดแกร่งที่คัดมาด้วยคุณภาพคับแก้ว


T-Shaped-Growth-Team
ภาพจาก : growwithward


Growth Team’ คือทีมที่รวบรวมคนที่มาจากหลายศาสตร์หรือหลายอาชีพไว้เข้าด้วยกัน เป็น 1 ใน 3 ปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญที่จะพาธุรกิจของคุณเติบโตในอนาคต ซึ่งหากจำแนกประเภทหน้าที่ของคนในทีมจะแบ่งออกเป็น 3 หน้าที่หลัก ๆ ประกอบด้วย ฝั่ง Designer ดูแลงานออกแบบที่เป็น Visual ทั้งหมด, ฝั่ง Business คอยควบคุมดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจ พร้อมวางกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้, และ ฝั่ง Developer ที่จะจัดการเฟ้นหาเทคโนโลยีหรือวิธีการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการ Coding ต่าง ๆ 


โดยโครงสร้างการทำงานของ Growth Team นั้น จะมีลักษณะการทำงานแบบ Cross funtional ไม่ได้แบ่งออกเป็นแผนกหรือฝ่าย อีกทั้งกระบวนการทำงานยังเป็นแบบ Agile ซึ่งทีมนั้นไม่ได้เน้นที่จำนวนคน แต่จะให้ความสำคัญกับความสามารถเฉพาะทางของแต่ละคนมากกว่า โดยทีมหนึ่งสามารถดูแลจัดการรับผิดชอบโปรเจกต์หรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยตำแหน่งของคนในทีมนั้นจะถูกจำแนกลึกลงไปตามลักษณะของธุรกิจที่มีความต้องการ Hard skills ที่แตกต่างกันไป แต่จะคงไว้หลัก ๆ 5 ตำแหน่งที่จะช่วยกันขับเคลื่อนพาทีมไปสู่เป้าหมาย ประกอบไปด้วย


Potential-Roles-For-Growth-Team
ภาพจาก : andrewchen


  • Growth Team Lead, Director, Executive หรือ Project Manager : เป็นเหมือนหัวหน้าทีมที่คอยติดตามความเป็นไปของทุกคนในทีม เป็นคนคอยคุมหางเสือ กำหนดเส้นทางหรือทิศทางของทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และเป็นคนตัดสินใจหลัก ๆ เวลาจะนำไอเดียใหม่ ๆ มาทดลอง หรือเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะเป็นคนหาทางเลือกเพื่อมาจัดการปัญหานั้นได้อย่างแยบยล
  • Growth Engineer หรือ Developer : นักพัฒนาระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบการทำงาน การเลือกใช้ Tech Stacks ที่จำเป็นต่อธุรกิจ เพื่อช่วยให้คนในทีมมีเครื่องมือมาช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นคนที่คอยสร้างส่วนประกอบของการเติบโตให้สอดคล้องกับทิศทางหรือความต้องการของทีม เช่น ฟีเจอร์ที่ทีมอยากทดลอง และการทำ Experiment บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ อีกด้วย
  • Growth Marketer : นักการตลาดของสาย Growth อาจจะแตกต่างจากนักการตลาดแบบปกติที่เน้นไปด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งนักการตลาดสาย Growth จำเป็นที่จะต้องเข้าใจภาพรวมและกลยุทธ์การทำการตลาดหลาย ๆ แขนง เรียกว่าครบจบได้ภายในคนเดียว เพื่อที่จะนำวิธีการต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้กลยุทธ์มาตอบโต้คู่แข่งได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมีวิสัยทัศน์ในการเลือกกลยุทธ์แบบมองการณ์ไกล เพื่อเป้าหมายการสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจอย่างยั่งยืน
  • Growth Data Analyst หรือ Data Scientist : ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยติดตามผลลัพธ์ของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นอย่างนักวิเคราะห์ ยิ่งศาสตร์นี้มีการทดลองเป็นหลัก ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมมานับว่าเป็นสิ่งล้ำค่า เพื่อให้ทีมสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ข้อมูลในมือนั้นกลับมหาศาลนักวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นผู้ออกแบบการวัดผล และนำผลลัพธ์ที่วิเคราะห์ได้มาสรุปให้แก่ทีมว่ากลยุทธ์ไหนดีควรทำต่อ กลยุทธ์ไหนไม่เหมาะสม อีกทั้งยังสามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากความสัมพันธ์ของข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บได้อีกด้วย
  • Growth Designer : นักออกแบบที่มีไอเดียคอยสร้างสรรค์รูปแบบคอนเทนต์หรือออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ ให้ธุรกิจ พร้อมที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ทลายข้อจำกัดของลักษณะงานดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ UI สำหรับเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น อาร์ตเวิร์กประกอบคอนเทนต์ ก็ทำได้อยู่หมัด นอกจากนี้ยังสามารถออกแบบผลงานเพื่อนำไปทดสอบดีไซน์ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ หรือดีไซน์ที่เหมาะสมกับช่องทางของ Social Media แต่ละช่องทางได้อีก


นอกจากนี้ หากธุรกิจของคุณเป็นสาย Tech ที่จำเป็นต้องพัฒนาฟีเจอร์หรือมีการพัฒนาการใช้งานของระบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ จะมีการเพิ่มตำแหน่งของ ‘User Experience Designer’ หรือนักออกแบบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า โดยนักออกแบบ UX จะออกแบบการจัดวางฟังก์ชัน หรือ Touchpoints ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการเดินทางของ Customer Journey เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด มีขั้นตอนหรือการใช้งานที่ง่าย เพื่อให้เกิดการซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำ จนลูกค้าอยากบอกต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้รับให้แก่ผู้อื่น


คุณอาจจะพอเริ่มเห็นภาพของ Growth Team มากขึ้นแล้ว ต่อไปเราจะพาคุณไปดูสิ่งที่ทุกคนในทีมจำเป็นต้องมี เพื่อให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มองเห็นเป้าหมายและภาพรวมร่วมกัน พร้อมที่จะส่งมอบคุณค่าที่ธุรกิจของคุณสร้างมาให้แก่ลูกค้า และสามารถทำงานสอดประสานกันได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงวิธีการทำงานของ Growth Team เพื่อให้คุณกระจ่างมากขึ้นว่าทำไมเขาเหล่านั้นถึงเป็นเบื้องหลังสูตรเร่งการเติบโต x10 ให้แก่ธุรกิจอย่างก้าวกระโดดที่บริษัทดัง ๆ อย่าง Dropbox, Spotify, Facebook, Paypal, Youtube และ Airbnb ยังต้องมีพวกเขาเหล่านั้นเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน


หลักการทำงานของ Growth Team สู่ข้อได้เปรียบทางธุรกิจ


ขอย้ำกันอีกสักนิดว่าผู้เข้าร่วม Growth Team หรือเหล่า Hackers นั้น มีเป้าหมายสูงสุดของทีมคือการทำให้ธุรกิจเติบโตเร็วที่สุดโดยไม่สนใจวิธีการ และไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการใช้ช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว อาจจะใช้ช่องทางออฟไลน์ก็ได้เพียงแค่เป็นช่องทางนั้นมีศักยภาพหรือเป็นโอกาสที่ธุรกิจของคุณจะเร่งการเติบโตได้มากที่สุด


1. เข้าใจสถานการณ์ พร้อมวาง North Star Metric เพื่อชี้วัดคุณค่าของธุรกิจที่ต้องการส่งมอบให้แก่ลูกค้า


อย่างแรกเลยก่อนวางเป้าหมายคุณควรเข้าใจสถานการณ์ของธุรกิจของคุณก่อน เพื่อตอบคำถามว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณในตอนนี้คืออะไร ส่วนไหนที่ควรเฝ้าระวังหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหากคุณเข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจน คุณจะสามารถนำพาธุรกิจของคุณมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้นโดยไม่สูญเสียทรัพยากรอย่างไม่จำเป็นโดยเฉพาะเงินทุน และพร้อมจะพัฒนากลยุทธ์เพื่อเข้าถึงและครองใจกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะยึดครองและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของคุณ  ในขั้นตอนต่อไปถึงเวลาวางตัวชี้วัดของเป้าหมายธุรกิจของคุณ เพื่อเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจคุณด้วย North Star Metric ให้แก่ Growth Team ของคุณ


North-Star-Metric
ภาพจาก : growwithward


North Star Metric’ คือการนิยามค่าชี้วัดของคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจคุณส่งมอบให้แก่ลูกค้าออกมาเป็นมาตรวัด 1 ตัว  โดยที่มาตรวัดนั้นต้องสามารถวัดผลได้ อีกทั้งยังสามารถสะท้อนการเติบโตของธุรกิจและเป้าหมายระยะยาวที่บ่งบอกทิศทางที่ธุรกิจควรมุ่งไป ซึ่งทุกคนในทีมนั้นจะช่วยกันทำให้ค่านั้นเติบโตต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น Facebook มี North Star Metric ในแง่ผู้ใช้งานคือยอดของ Active Users การวัดการเติบโตอาจจะวัดเป็น Daily, Weekly หรือ Monthly ก็ได้ ซึ่งค่า Active Users ที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงความเติบโตของ Facebook ที่สูงขึ้นอีกด้วย (สามารถอ่านบทความเรื่อง North Star Metric เพิ่มเติมได้ที่นี่)


2. แนวคิดการทำงานแบบ Agile ยืดหยุ่น คล่องแคล่ว รวดเร็ว พร้อมตอบสนองทุกสถานการณ์ไม่คาดฝัน


Agile-vs-Waterfall
ภาพจาก : miro


เนื่องจาก Growth Team จำเป็นต้องแข่งขันกับเวลาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไอเดียต่าง ๆ ไปทดสอบให้มากที่สุด เพื่อที่จะหากลยุทธ์ไม้เด็ดให้แก่ธุรกิจ ดังนั้นยิ่งได้ผลลัพธ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ทีมสามารถมองเห็นการเติบโตที่เปลี่ยนไปมากยิ่งขึ้น รู้ได้อย่างรวดเร็วว่ากลยุทธ์ไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ ซึ่งการที่จะใช้ระบบการทำงานแบบเดิมที่มีลำดับขั้นแบบ Waterfall ที่ต้องรอคนที่มีตำแหน่งสูงกว่ามาตัดสินใจและจ่ายงานมา หรือรอส่งมอบงานในทีเดียวตอนถึงเส้นตายจึงไม่ใช่แนวทางในการทำงานของ Growth Team ที่ต้องการทราบผลลัพธ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยลักษณะของการทำ Growth Hacking จึงมีความโดดเด่นที่มีแนวคิดการทำงานแบบ Agile เป็นหลัก


Agile’ คือแนวคิดการทำงานที่เน้นความคล่องแคล่ว รวดเร็ว และมีการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้ทุกคนในทีมร่วมมือกันให้ได้มากที่สุด ทีมจึงมีความยืดหยุ่นในการทำงานและสามารถตอบโต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี โดยหัวใจหลักของแนวคิดการทำงานนี้คือการส่งมอบคุณค่าของงานนั้นให้แก่ธุรกิจหรือลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้งานนั้นเสร็จไป ซึ่งวิธีการทำงานแบบ Agile จะถูกปรับให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย แต่คงให้ความสำคัญ 2 เรื่องหลักคือ Interaction และ Visualization


  • Interaction : การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันของคนในทีม ซึ่งในหลักการทำงานของ Growth Team ก่อนจะเริ่มงานในแต่ละวันจะมีการประชุมกัน (Daily Standup) เพื่ออัปเดตความเป็นไปของงานแต่ละคน หรือส่วนไหนที่ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้วบ้าง หรือตรงไหนที่กำลังติดปัญหา ทำให้คนในทีมรับรู้ร่วมกันได้ทันที พร้อมเข้าใจความสำเร็จของแต่ละไอเดียที่กำลังทดลองหรือปรับปรุงอยู่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้เร็วที่สุด
  • Visualization : มองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ได้ทำลุล่วงไปและแผนต่อไปในอนาคต อาจจะใช้รูปแบบของ Scrum หรือ Kanban Board ทำให้ทราบถึง Flow หรือ Process งานทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น พร้อมมี Milestones แสดงระยะเวลาที่ต้องส่งมอบงานชิ้นนั้น ๆ ทำให้ทีมไม่พลาดหรือหลงลืมจุดสำคัญไป


3. สร้าง Growth Process ระดมไอเดีย อันไหนน่าหยิบไปทดลอง เพื่อกลั่นกรองออกมาเป็นกลยุทธ์ใหม่


Growth-Process
ภาพจาก : cxl-live-16


ความน่าสนใจของ Growth Team นั้น คือการที่ไม่หยุดสร้างไอเดียและการทดลองใหม่ ๆ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่มักติดอยู่กับวิธีการเดิม จนพอเวลาผ่านไปกลยุทธ์นั้นอาจจะไม่ได้ผลดังเดิมอีกแล้ว ดังนั้นสมาชิกใน Growth Team ทุกคนจึงต้องมาร่วมกัน Brainstorm หาไอเดียตลอด อันไหนน่าทำ อันไหนน่าเอามาปรับใช้กับธุรกิจ และนำไอเดียนั้นไปทดลองจริง พร้อมวิเคราะห์ผลลัพธ์ว่าควรไปต่อหรือควรหยุด หรือยังมีช่องโหว่ตรงไหนที่ควรแก้ไขแล้ววนกลับไปค้นหาไอเดียในการแก้ไขกันต่อ จนออกมาเป็นสูตรลับความสำเร็จที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต วิธีการเหล่านี้เรียกว่าการสร้าง ‘Growth Process’ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน


  1. Generate Ideas : ในขั้นตอนนี้จะให้สมาชิกทุกคนใน Growth Team มาลิสต์ไอเดียของตัวเอง โดยที่ไอเดียนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในขอบเขตของหน้าที่ที่กำลังผิดชอบ เพียงแค่เป็นไอเดียที่สามารถทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเร่งการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะไอเดียเล็กเพียงแค่ปรับดีไซน์ปุ่มกดบนหน้าเว็บไซต์ หรือใหญ่มากจนกลับไปถึงเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็สามารถนำมาลิสต์ได้หมด
  2. Organize & Prioritize : เมื่อสมาชิกในทีมได้ออกไอเดียแล้ว ต่อมาจะเป็นการจัดลำดับความสำคัญ ความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง โดยใส่คะแนนของไอเดียออกมาในรูปแบบของ ICE Scores โดย Growth Lead จะเลือกไอเดียที่จะนำมาทดลองลองจริงจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย Impact, Confidence และ Ease แต่ละปัจจัยมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน 


ICE-Score
ภาพจาก : jexo.io


  • I : Impact - ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากไอเดียนี้หากเกิดขึ้นจริง จะสร้างผลลัพธ์มากแค่ไหนให้แก่ธุรกิจหรือทำให้เข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้เท่าไหร่ ยิ่งผลกระทบมากยิ่งคะแนนมาก
  • C : Confidence - ความมั่นใจในไอเดียนี้ว่าหากทำจริงจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือเคยมีคนทำไอเดียนี้แล้วประสบความสำเร็จมาก่อน ยิ่งมั่นใจมากยิ่งคะแนนมาก
  • E : Ease - ความง่ายในการทำไอเดียนี้ให้เกิดขึ้นจริง โดยเปรียบเทียบกับระยะเวลาและทรัพยากรที่ธุรกิจคุณมีอยู่ ยิ่งทำได้ง่ายยิ่งคะแนนมาก


  1. Test : ขั้นนี้ Growth Lead จะนำไอเดียมาทดลองจริงจากการจัดคะแนน ICE Scores โดยแบ่งช่วงเวลาการทดลองออกเป็น Sprint ซึ่งในแต่ละ Sprint จะนำไอเดียมาทดลอง 3-5 ไอเดีย ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับขนาดของทีม) ทุกคนในทีมช่วยกันนำไอเดียเหล่านี้ไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายจำนวนหนึ่ง
  2. Analyze : เมื่อจบ Sprint ทีมจะมีการรีวิวผลลัพธ์ที่ได้และสรุปรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบว่าเวิร์กไม่เวิร์ก ควรทำต่อไปหรือไม่ เก็บไว้ใน Learning Log, Learning Library หรือ Growth Playbook ของทีม เพื่อในอนาคตสามารถย้อนกลับมาหยิบจับไปใช้งานได้ทันที


โดยเมื่อจบทั้ง 4 ขั้นตอน กลยุทธ์หรือไอเดียไหนได้ไปต่อ จะกลับเข้าไปสู่ขั้นตอนที่ 1 เพื่อปรับปรุงไอเดียนั้นให้ดียิ่งขึ้น ตรงไหนที่ยังสามารถแก้ไขให้ดีกว่านี้ได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่จะพาธุรกิจของคุณเติบโตไปได้ไกลมากที่สุด 


ซึ่งรูปแบบการจัดการ Tasks จากไอเดียที่เกิดขึ้นจาก Growth Process ทั้งหมดของ Growth Team ที่ฮิตและทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด คงหนีไม่พ้นรูปแบบของ Kanban Board ที่แสดงภาพรวมของงานทั้งหมดที่มีออกมาเป็น Visual Workflow ตามขั้นตอนการทำงานหรือสเตตัสที่มี พร้อมแสดงชื่อของผู้ถูกมอบหมายงานนั้น


โดยข้อดีของการมอบหมายงานแบบ Kanban Board ทำให้คนในทีมทราบงานของเพื่อนร่วมทีมที่มีอยู่ในมือ รับรู้ว่า Task นั้นถูกทำไปถึงไหน มีผลลัพธ์อย่างไร โดยรูปแบบคลาสสิกที่ถูกใช้งานการอย่างแพร่อย่างการแบ่งสเตตัสการทำงานออกเป็น To Do, Doing และ Done คุณน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่สำหรับ Growth Team จะมีการเพิ่มในส่วนของไอเดียที่เป็น Backlog และสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่าง Learning เข้ามา


Endlessloop-Board
ภาพจาก : endlessloop


จากตัวอย่างการใช้งาน Kanban Board จากซอฟต์แวร์ Endlessloop ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูลทางการตลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาไว้ในหน้า Dashboard เดียว โดยสามารถเปิดการ์ดเพื่อสร้าง Task สำหรับโปรเจก์ทางการตลาดของสินค้าที่ทีมกำลังรับผิดชอบอยู่ โดยในตัวการ์ดจะบอกถึงไอเดียของกลยุทธ์ที่ได้นำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น การปรับดีไซน์ของปุ่มบนหน้าเว็บไซต์ การปรับกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญ เป็นต้น ทำให้ทีมเข้าใจภาพรวมของงานทั้งหมดที่มี โดยแบ่งหัวสเตตัสของงานนั้น ๆ ออกเป็น 5 ขั้นตอนด้วยกัน ประกอบด้วย


  • Backlog : ไอเดียหรืองานที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำในตอนนี้ เพียงแต่ได้เตรียมการรอไว้เมื่อถึงเวลาก็สามารถหยิบจับไอเดียนั้นมาใช้ได้ทันที
  • To Do : สิ่งที่จะต้องทำ โดยจะดึง Task นั้นมาจาก Backlog หรือเปิดการ์ดสร้าง Task ใหม่ก็ได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ต้องทำใน Sprint หรืออาทิตย์นั้น ทำให้ทั้งทีมเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดที่จะต้องทำในอาทิตย์นั้น
  • Doing : สิ่งที่คนในทีมกำลังทำอยู่ โดยจะดึง Task นั้นมาจาก To Do ทำให้ทราบถึงความคืบหน้าของงานนั้นได้อย่างรวดเร็ว
  • Done : สิ่งที่ได้ทำเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยจะดึง Task นั้นมาจาก Doing ทำให้ Growth Lead หรือ Project Manager สามารถเข้าไปตรวจสอบผลลัพธ์ได้ทันที ไม่ต้องคอยถามรายคนจากคนในทีมอีกต่อไป
  • Learning : สิ่งที่ได้เรียนรู้จากไอเดียนั้น หรือข้อสรุปของ Feedback ที่เกิดขึ้นเมื่อได้ทดลองทำ ทำให้ทุกคนในทีมสามารถมองเห็นผลลัพธ์ของไอเดียได้ทันทีว่าได้ไปต่อ ควรปรับแก้ไขส่วนไหน หรือไม่ควรทำต่อไป


4. ไม่พลาดทุกผลลัพธ์ด้วย Learning Log เก็บภาพรวมครบทุกกิจกรรมที่ได้ทดลอง


มาถึงสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยให้การสร้าง Growth Team ของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นคือการสร้าง Learning Log สำหรับทีม เนื่องจากทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน เพื่อนร่วมทีมไม่ได้อยู่กับเราเหมือนเดิมเสมอไป อาจจะมีสมาชิกใหม่เข้ามา หรือสมาชิกเดิมถูกสลับเปลี่ยนออกไป แต่จะทำอย่างไรให้ทุกคนที่เข้ามาใหม่เข้าใจภาพรวมการทำงานทั้งหมดที่ผ่านมาได้อย่างรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น


หากคุณสังเกตรูปแบบของ Kanban Board ที่ Growth Team ใช้นั้นจะมีส่วนที่เป็น Learning ประกอบอยู่ โดย Learning Log จะจัดเก็บการจากผลลัพธ์การทดลองไอเดียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน Growth Process และ Feedback ที่ได้รับจากไอเดียนั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้ปรับกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญนี้ให้มีรายได้สูงขึ้น เจาะจง Demographic ให้แคบกว่าเดิม พบว่ามีค่าใช้จ่ายต่อคน (Cost per Click)สูงขึ้นกว่าการใช้กลุ่มเป้าหมายเดิม แต่ Lead ที่เข้ามามีคุณภาพสูงมากขึ้นและมีเปอร์เซ็นต์ที่ปิดการขายได้มากกว่า เป็นต้น


ภาพจาก : endlessloop


นอกจากนี้ เพื่อนร่วมทีมที่เข้ามาใหม่ยังสามารถติดตามผลลัพธ์การทดลองทั้งหมดที่ผ่านมาได้ด้วยตัวเองผ่าน Learning Log ได้ทันที ลดการระยะเวลาในการ On-Boarding รวมถึงหยิบจับไอเดียที่ได้ทดลองไปใช้ได้ผลมาใช้งานจริงได้ทันที เป็นการวางรากฐานการเติบโตให้ทั้งคนและธุรกิจของคุณเติบโตได้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อมุ่งสู่การเร่งการเติบโต 10 เท่าให้แก่ธุรกิจของคุณ


สรุป

การสร้าง Growth Team สำหรับธุรกิจ ไม่ได้เพียงช่วยให้คุณปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยที่จะช่วยนำพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวางเป้าหมายให้ทุกคนในทีมมุ่งตรงไปยังทิศทางนั้นด้วย North Star Metric การทำงานแบบ Cross-Funtional Team ที่ทำงานกันรวดเร็ว คล่องแคล่ว และยืดหยุ่นแบบ Agile การระดมไอเดียและทดลองสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาตาม Growth Process และการสร้าง Learning Log ที่รวบรวมสูตรลับกลยุทธ์ความสำเร็จ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตต่อเนื่อง สามารถปรึกษาการทำการตลาดด้วยศาสตร์ Growth Hacking เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้รวดเร็วกว่าเดิมได้เลยที่นี่


Source

Wjamesventures, Venturebeat, helpscout, neilpatel, moengage, reforge, growthengblog

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Mintlek

“Deadline is faster than karma.”เด็กเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจ อดีตกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ ก่อนจะเปิดตัวใหม่เป็นนักการตลาด

นักเขียน