High Conversion Web Design 2020: สร้างเว็บไซต์อย่างไรให้เพิ่มยอดมากกว่าที่เคย ฉบับ 2020

High Conversion Web Design 2020: สร้างเว็บไซต์อย่างไรให้เพิ่มยอดมากกว่าที่เคย ฉบับ 2020

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เว็บไซต์คือแกนหลักในการทำการตลาดปี 2020

ในการเริ่มต้นทุกๆปี บริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะออกกลยุทธ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงสร้างหรือปรับปรุงเว็บไซต์ให้อัพเดทเข้ากับเทรนด์ใหม่ของปีนั้นๆ เพื่อต้องการสร้าง New High ให้ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ และในปีนี้บริษัทที่ลงทุนและโฟกัสที่การสร้างเว็บไซต์ให้เชื่อมระหว่าง Offline และ Online ได้อย่างไร้รอยต่อเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่ดีมากๆ และดีไซน์ที่โดดเด่นจะเป็นบริษัทที่เติบโตและอยู่รอดต่อไป

เว็บไซต์คือสินทรัพย์บนโลกออนไลน์ของธุรกิจคุณที่สำคัญที่สุด

และมีน้อยคนที่เลือกจะนำสินทรัพย์นี้มาทวีคูณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบสิบเท่า เพราะด้วยเครื่องมือของคนอื่นอย่าง Social Media เช่น Facebook, Instagram หรือ Line ยังใช้งานได้ดี แต่คุณจะเห็นได้เลยว่า ยิ่งแบรนด์ใหญ่เท่าไร เค้าจะยิ่งพึ่งพิงเครื่องมือเหล่านี้น้อยลงเท่านั้น

เรามาดูกันว่าปรับตรงไหนบ้างจะช่วยเพิ่มยอดให้เว็บของคุณในปี 2020 


7 เทคนิคการสร้างเว็บไซต์ให้เพิ่มยอด

1.รู้จักว่าใครบ้างที่เข้าเว็บคุณและ Personalize ให้ได้มากที่สุด

ภาพจาก convertflow

โจทย์นี้จะเป็นงานที่เพิ่มให้ทีมเว็บของคุณทำงานหนักขึ้นมาก เพราะจากหน้าเว็บดีไซน์แบบเดิม อาจต้องทำเป็น 10 เวอร์ชั่นเพื่อ Personalize ประสบการณ์และความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดที่สุด โดยเริ่มต้นคุณต้องรู้ก่อนว่ามีใครบ้างที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ และใครที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัทบ้าง

แยกออกให้ละเอียดว่าใครคือผู้ใช้งาน ลูกค้าที่จ่ายเงิน หรือพาร์ทเนอร์ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ

  • ผู้ใช้งาน คือ ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ใช้บริการต่างๆ(ฟรี) คุณสามารถแยกตามลักษณะการใช้งานและสร้างเป็นหน้าเว็บใหม่ได้
  • ลูกค้า คือ คนที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการของคุณบนหน้าเว็บ ซึ่งคนที่จ่ายเงินอาจไม่ใช่เป็นคนเดียวกับคนใช้งานก็ได้ 
  • พาร์ทเนอร์ คือ คนที่ต้องการพัฒนาธุรกิจร่วมกับคุณ ในส่วนนี้ถ้าเรายิ่งออกแบบให้เฉพาะมากยิ่งขึ้น จะทำให้ได้จำนวนของพาร์ทเนอร์ได้ตรงความต้องการ

ในการทำ Personalize ของแต่ละกลุ่มลูกค้าคุณจะต้องดีไซน์ว่าแต่ละกลุ่มลูกค้านั้นมีความต้องการไม่เหมือนกัน สิ่งที่นำเสนอและปุ่ม Call to action จึงต้องแตกต่างกัน


2.สร้างเป็น Funnel ให้ชัดเจนจากรูปแบบของผู้ใช้

ภาพจาก wjames

จากข้อ 1 หลังจากสร้างแต่ละหน้าเว็บให้ Personalize แล้ว จากนั้นจะต้องออกแบบประสบการณ์แต่ละกลุ่มให้เป็น Funnel เพื่อเพิ่มยอดขายให้ได้มากขึ้น

เราจะใช้ Funnel ในรูปแบบของ AARRR ผมขอยกตัวอย่างการทำ Personalize จากเว็บตัวอย่างการขายประกัน ออกเป็นรูปแบบดังนี้

  • Acquisition

ขั้นตอนการให้ลูกค้าเข้ามารู้จักยังธุรกิจของคุณ ในขั้นตอนนี้เราจะต้องแบ่งออกก่อนว่าธุรกิจของเรามีลูกค้าประเภทไหนบ้าง จากตัวอย่างเราจะแบ่งออกดังนี้

1.กลุ่มลูกค้ารายได้สูงจากเงินเดือน ต้องการใช้ประกัน โดยจะแบ่งออกเป็น หมอ นักบิน และนักพัฒนาโปรแกรม

2.กลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจ

เมื่อเราได้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการโฟกัสแล้ว ให้ทำหน้าเว็บไซต์ออกแบบเฉพาะขึ้นมา โดยจะแยกออกเป็น 4 หน้าด้วยกัน สำหรับ หมอ, นักบิน, นักพัฒนาโปรแกรม และเจ้าของธุรกิจ

  • Activation

ขั้นตอนให้ลูกค้าเริ่มต้นใช้งาน เมื่อเราได้ 4 หน้าที่ต้องการแล้ว เราจะต้องออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานของแต่ละกลุ่มลูกค้าให้เหมาะสมด้วย

เช่น ผลิตภัณฑ์แนะนำสำหรับหมอรายได้ xxx,xxx บาท/เดือน ต้องการการคุ้มครองเพื่อดูแลครอบครัว

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายแล้ว ในขั้นตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกค้าทิ้งข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ

จากตัวอย่างจึงดีไซน์เป็น

ปรึกษาเราฟรี! เพียงกรอกชื่อ เบอร์โทร และอีเมล

  • Retention

ขั้นตอนลูกค้ากลับเข้ามาใช้ซ้ำ สำหรับธุรกิจประกัน สิ่งสำคัญคือการสานสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งโดยปกติแล้วจะอาศัยการโทรเป็นหลัก

แต่เราสามารถเพิ่มลูกเล่นให้ลูกค้ากลับเข้ามายังหน้าเว็บได้เช่นกัน โดยเราจะใช้วิธีดังนี้

หลังจากลูกค้าโทรปรึกษากับเรา เค้าจะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการตัดสินใจว่าซื้อหรือไม่?

เราจะโทรไปเพื่อติดตามผลการขาย โดยในการโทรไปครั้งนี้ เราจะบอกกับลูกค้าว่าต้องการมอบ e-book วิธีการจัดการด้านการเงินให้ฟรี!

โดยจะส่งลิงค์แนบไปให้ในไลน์หรืออีเมล

เท่านี้เราก็สามารถวัดผลต่อได้ว่า ลูกค้าคนนั้นๆอินกับสิ่งที่เราพูดหรือขายไปมากน้อยแค่ไหน

  • Revenue

ขั้นตอนการสร้างรายได้ ในขั้นนี้เราจะส่งหน้าเว็บที่มีลูกค้ารีวิวสิ่งดีๆกับธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายและเร็วขึ้้น

โดยในหน้านี้จะมีปุ่มเพื่อให้กดสำหรับการซื้อหรือติดต่อเรากลับมาได้ เพื่อเพิ่มโอกาสการปิดยอด

หรือส่งตารางเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งและฟีเจอร์ที่เรามอบให้ได้เหนือกว่า

  • Referral

ขั้นตอนการทำให้ลูกค้าบอกต่อ คุณสามารถสอบถามกับลูกค้าได้ว่า "ช่วยแนะนำเพื่อนที่ต้องการบริการนี้ให้หน่อยได้ไหม"

สำหรับในธุรกิจนี้ควรใช้คำถามนี้เพื่อถามต่อหน้า และพยายามให้ลูกค้าช่วยแนะนำในขณะนั้นให้ได้เลย

เมื่อแนะนำเสร็จให้เราส่งรายละเอียดเว็บไซต์หลังจากการแนะนำตัวทางโทรศัพท์ทันที


3.Branding คือสิ่งที่ต้องลงทุนเพื่อให้แตกต่าง

ภาพจาก digitalmarketinginstitute

ดีไซน์ที่ดึงดูดของแบรนด์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ของคุณได้มาก สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดถ้าคุณไม่ได้มีทีมที่คอยคุมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป๊ะได้ตลอดเวลา คุณจะต้องเริ่มดูจาก

  • การสื่อสารทั้งหมดของแบรนด์บนเว็บ ได้มีวิธีการเล่าเรื่อง สื่อสาร และออกแบบให้ตรงกันทั้งเว็บหรือไม่ สเน่ห์ของแบรนด์นั้นมาจากการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยผ่านการดีไซน์ที่ตั้งใจทำออกมาอย่างดี
  • ผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า และเราได้สื่อสารสิ่งนั้นออกมาหรือไม่ คนเข้ามาดูเว็บไซต์ครั้งแรกต้องเข้าใจได้ว่าแบรนด์เรานั้นได้ให้คุณค่าอะไรกับเค้า ถ้าเค้าเข้าใจในจุดนี้ ถือว่าขาข้างหนึ่งได้เข้ามาสู่แบรนด์ของคุณเรียบร้อยแล้ว
  • แบรนด์ที่แข็งแรงต้องกระตุ้นให้คนอยากบอกต่อ การทำหน้าเว็บที่สื่อถึงคุณค่าของแบรนด์จนคนรู้สึกได้และอยากบอกต่อสิ่งนี้ให้กับเพื่อน เพราะอินกับแบรนด์มาก คือ ที่สุดของพลังที่นักการตลาดสามารถทำได้ ดังนั้นการใส่ใจในเรื่องนี้บนการออกแบบเว็บไซต์จะช่วยให้คุณได้ยอดการบอกต่อได้มากขึ้น


4.เว็บต้องโหลดเร็วมาก!

ภาพจาก buffer

เพราะทุกวินาทีที่เว็บโหลดช้า คุณจะเสียลูกค้าไปจำนวนหนึ่งเสมอ เว็บในตอนนี้จำเป็นมากที่ต้องโหลดให้เร็ว คุณสามารถเช็คความเร็วและคุณภาพของเว็บได้ที่ Website Grader

Stat ที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเร็วของเว็บ

  • 73% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือพบว่าเว็บไซต์ที่พวกเค้าใช้นั้นโหลดช้ามาก
  • 51% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือพบว่าเว็บไซต์ที่พวกเค้าใช้นั้นพัง โหลดไม่ขึ้น หรือเกิดข้อผิดพลาด
  • 47% ของลูกค้าคาดหวังว่าเว็บนั้นควรโหลดไม่เกิน 2 วินาที
  • 40% ของคนจะกดปิดเว็บที่โหลดเกิน 3 วินาที
  • ทุกๆ 1 วินาทีที่เว็บโหลดช้า จะเสีย 7% Conversion Rate
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็น e-commerce ที่มียอดขาย 3 ล้านบาทต่อวัน 1 วินาทีที่โหลดช้าจะเสียยอดขายเป็นจำนวน 75 ล้านบาทต่อปี


5.Call to action ต้องชัดและปรับตาม Device ให้แตกต่าง

การออกแบบปุ่ม Call to action ให้แตกต่างตามแต่ละ Device ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต จะช่วยเพิ่มยอดการกดปุ่มได้มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนคือ ความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์ในแต่ละ Device นั้นแตกต่างกัน คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจและรีเสิร์ชก่อนดีไซน์


Mobile 

การดีไซน์ปุ่ม Call to action บนมือถือนั้นสิ่งที่ต้องออกแบบให้ดี คือ ขนาดของปุ่ม ที่จะต้องไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ขนาดพอดีกับการกดด้วยนิ้วโป้ง และหากสามารถทำปุ่ม Call to action ให้ Sticky ด้านบนหรือด้านล่างของมือถือก็ช่วยเพิ่มยอดให้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ภาพจาก clevertap


Tablet

ผู้ใช้บนแท็บเล็ตนั้นส่วนใหญ่จะกดปุ่มด้วยนิ้วชี้ และต้องการการแสดงข้อมูลบนเว็บที่ครบถ้วนกว่า เพราะฉะนั้นเราควรออกแบบคอนเทนต์บนเว็บให้มีมีรายละเอียดมากกว่ามือถือ และแทรกปุ่มอยู่ในจุดที่กดด้วยนิ้วชี้ไม่ยากนัก 

ภาพจาก amazon


Desktop

สำหรับผู้ใช้บนคอมพิวเตอร์นั้น จะเตรียมพร้อมกับการใช้เวลาบนเว็บที่มากกว่าทั้ง 2 Device ข้างต้น ดังนั้นการออกแบบ Call to action บนเว็บ ควรทำให้ชัดเจนว่าเป็นปุ่มที่สามารถกดได้ ไม่ใช่เหมือนกล่องธรรมดา และขนาดพอดี ไม่รกสายตา หรือไม่เล็กจนมองไม่เห็น

การเพิ่ม Animation ลงบนปุ่มสำหรับผู้ใช้บนคอมพิวเตอร์จะช่วยดึงความสนใจของผู้เข้าชมให้หันมากดมากขึ้นได้

ภาพจาก contractbook

6.Contact form ต้องสั้นที่สุด

จากการทดลอง ทุกๆครั้งที่เราเพิ่มจำนวนกล่องเพื่อให้กรอก จะลดจำนวนคนกรอกเสมอ ให้ออกแบบโดยมีแต่สิ่งที่จำเป็นที่เราสามารถนำไปใช้เพื่อติดต่อกลับได้เท่านั้น และค่อยถามข้อมูลอื่นๆในช่องทางที่ติดต่อได้หลังจากนั้นแทน

Form ที่คุณจำเป็นต้องมี

  • ชื่อ
  • อีเมล
  • เบอร์โทร

แค่ 3 อย่างนี้ ก็เพียงพอแล้วที่คุณจะสามารถติดต่อกลับได้

ภาพจาก kinkao

7.หมั่น Testing อยู่เสมอ เพราะไม่มีอะไรดีที่สุด

การสร้างเว็บไซต์นั้นไม่มีวันเสร็จ เราจำเป็นต้องปรับและพัฒนาอยู่ตลอด ถ้าคุณปล่อยให้เว็บไซต์ขาดการอัพเดทก็เท่ากับการปล่อยให้บ้านนั้นทรุดโทรม คู่แข่งของคุณอาจจะพัฒนาและต่อยอดแซงหน้าไปได้ด้วยการ Testing ทดสอบใส่ไอเดียใหม่ๆเข้าไปให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ และเรียนรู้ว่าอะไรเวิร์คและอะไรที่ไม่

ในทุกๆจุดที่ไอเดียใหม่ๆได้ผล โดนใจกับผู้เข้าชม จะช่วยเพิ่มยอดได้เป็นจำนวนมาก (แบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยหละ) การออกแบบให้ทีมพัฒนาเว็บของบริษัทนั้นสามารถลองผิดลองถูกได้ จะเป็นจุดที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วเลยหละครับ

ภาพจาก thegrowthmaster

อยากเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ของคุณให้แตกต่าง

มี 2 วิธีด้วยกัน


1.สร้างทีม Inhouse

สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมตัวก่อนเลย คือ เริ่มต้นศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์เบื้องต้น เพื่อสามารถคุยกับทีมที่คุณจะเริ่มสร้างได้อย่างเข้าใจ ว่าจุดไหนควรให้ความสำคัญและเริ่มต้นทำก่อน 

หลังจากนั้นให้หา Project Manager 1 คน (ต้องค่อนข้างเก่งหน่อย) เพื่อวางแผนในการพัฒนาเว็บและเป็นคนที่คอยช่วยจ้างทีมคนอื่นๆเข้ามา เพื่อสร้างเว็บให้เสร็จ

เมื่อเว็บเริ่มต้นรันแล้วคุณจำเป็นต้องจ้างนักการตลาดที่เข้าใจเรื่องการพัฒนาเว็บควบคู่กับการตลาดเข้ามาทำงานร่วมกับทีมพัฒนาเว็บไซต์ และสร้างกระบวนการเพื่อให้สามารถลองผิดลองถูกได้ และท้ายที่สุดสามารถสร้างการเติบโตให้กับบริษัท

โดยรวมแล้วการสร้างทีมเองนั้นค่อนข้างใช้งบประมาณ เวลา และความเชี่ยวชาญที่ค่อนข้างสูง เพราะเราต้องมั่นใจว่าเลือกคนที่ถูกต้องกับวัฒนธรรมองค์กรเข้ามาด้วย แต่ในระยะยาววิธีนี้จะส่งผลดีกับบริษัทมากที่สุด เหมาะกับโปรเจ็คที่มั่นใจแล้วว่าสามารถเติบโตได้จริงและพร้อมทุ่มทรัพยากร (อย่างน้อย 7 หลัก)


2.จ้าง Agency

ต้องเป็น Agency ที่เข้าใจว่าเว็บไซต์นั้นจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอยู่ตลอด โดยคุณสามารถสอบถามได้ว่า การดูแลเว็บหลังการขายนั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีแพลนในการพัฒนาต่อยอดเป็นรายเดือนนำมาเสนอนั้นก็อาจไม่ใช่ Agency ที่เข้าใจในด้านนี้

การใช้ Agency จะช่วยคุณในการลดต้นทุนและเวลา เหมาะกับไอเดียใหม่ๆที่อยากทดลอง และไม่ต้องการลงทุนมากมาย เมื่อคุณเริ่มต้นใช้ Agency จะได้ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในด้านนี้มาดูแล พร้อมบอกกลยุทธ์ และสร้างเว็บให้คุณด้วยทีมที่มีประสบการณ์

คุณจะได้นำเวลาไปใช้ในการพัฒนาส่วนที่สำคัญต่อธุรกิจคุณจริงๆ อย่างเช่น การดูแลลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการจัดการในองค์กรเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี

แต่ข้อเสียที่ต้องแลกมานั้น คือ การจ้าง Agency จะไม่เหมาะกับโปรเจ็คระยะยาว เพราะท้ายที่สุดคนที่จะทุ่มเทให้บริษัทได้ตลอดนั้น จะต้องนั่งอยู่ในบริษัทของคุณเอง

เลือกใช้ให้ถูกกับจังหวะ เวลา และทรัพยากรที่มี คุณจะสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว


สรุปทั้งหมด

2020 คือ จุดสุดท้ายของประตูสู่โลกดิจิทัล ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้ให้ดี มันก็อาจจะสายไปสำหรับธุรกิจที่เปิดมานานและพึ่งพาเพียงออฟไลน์อย่างเดียว ผมเชื่อว่าในทุกอุตสาหกรรมตอนนี้นั้นเริ่มปรับตัวเข้ามาสู่ออนไลน์เรียบร้อยแล้ว 

เว็บไซต์จึงเป็นเหมือนสินทรัพย์ที่สำคัญที่เราควรให้ความสำคัญ ลงทุน หรือสร้างทีมเพื่อพัฒนาอย่างจริงจัง และใช้เทคนิคใหม่ๆเพื่อหาลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญเข้ามาอยู่ไม่ขาด

ด้วย 7 เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดได้ด้วยการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย (ถ้าคุณทำได้ดีอยู่แล้ว) หรือต้องรื้อใหม่ทั้งระบบเพื่อให้รองรับกับกลยุทธ์นี้ (ถ้าคุณมาปรับตอนที่คู่แข่งคุณทำไปแล้ว เค้าจะทิ้งคุณแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว) สิ่งสำคัญ คือ การเริ่มทำตอนนี้และตอนนี้เท่านั้น


ขอบคุณครับ

Happy Building

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
W. JAMES

ดับบลิวเจมส์ Growth Master Certified โดย Growthhackers.com คนแรกของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท W JAMES เคยเป็นวิทยากรให้กับ SCG, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, Sharing Citizen, Getlinks และ Thailand Startup Week

นักเขียน