การทำ On-Page SEO ช่วยพาเว็บไซต์ของธุรกิจคุณไปได้ไกลกว่าที่คิด

การทำ On-Page SEO ช่วยพาเว็บไซต์ของธุรกิจคุณไปได้ไกลกว่าที่คิด

ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การมีเว็บไซต์ที่มีดีไซน์หน้าตาที่สวยงามเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะช่วยนำพาธุรกิจของคุณให้พุ่งทะยานขึ้นเหนือคู่แข่งได้ ถึงแม้หน้าตาของเว็บไซต์เราอาจจะดูดีกว่าคู่แข่ง แต่กลับมียอดของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เฉลี่ยต่อวันน้อยมากเลยทีเดียว แน่นอนว่ามันคงไม่สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้สินค้าหรือบริการของคุณให้ถึงเป้าหมายได้


นอกจากการออกแบบ UI/UX ให้เว็บไซต์ของคุณแล้ว การที่เว็บไซต์ของคุณถูก Search Engine นำไปจัดอยู่ใน Ranking อันดับต้น ๆ ของการค้นหานั่นก็คงดีไม่น้อย เพราะการที่คุณอยู่อันดับที่สูงมากเท่าไหร่ กลุ่มเป้าหมายของคุณก็จะพบเจอกับหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหากคุณไม่มีงบประมาณที่มากพอที่จะทำ SEM (Search Engine Marketing) แล้ววิธีไหนที่จะช่วยนำพาเว็บไซต์ของคุณไปติดในหน้าที่หนึ่งของการค้นหาคำนั้น เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับการทำ SEO กันก่อน


SEO หรือ ‘Search Engine Optimization’ เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ดึงดูดใจตัวบอทของ Search Engine มากยิ่งขึ้น โดยสามารถแบ่งวิธีการทำได้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ On-Page SEO และ Off-Page SEO หรือหากพูดอย่างเข้าใจง่าย ๆ คือการสร้าง SEO จากภายในหน้าเว็บไซต์ กับภายนอกนั่นเอง ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปโฟกัสกับการทำ On-page SEO กันก่อน เพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างและควบคุมมันได้จากเว็บไซต์ของเราเองโดยตรง


On-Page SEO คืออะไร ? ทำไมเราถึงควรความให้ความสนใจเป็นพิเศษ


‘On-Page SEO’ คือการสร้างเนื้อหาหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีบนเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับ Search Engines และผู้เข้าใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น การทำ Title Tag, Meta Description, การจัดวางโครงสร้างให้บทความ, การทำ Internal Links ต่าง ๆ และการตั้ง URLs


ซึ่งหากเราออกแบบให้ส่วนประกอบของ On-Page SEO ให้ผู้ใช้งานและ Search Engines เข้าใจเกี่ยวกับเว็บไซต์ของเราว่ามีจุดประสงค์หรือกำลังนำเสนออะไรได้เป็นอย่างดี จะช่วยให้ตัวบอทของ Search Engines สามารถทำการ Crawling เนื้อหาบนเว็บไซต์ของเรา และดึงข้อมูลไปนำเสนอในหน้าผลลัพธ์การค้นหาได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาค้นหาด้วย Keywords เหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาแต่อย่างใด


seo-falls-under-the-sem-category
ภาพจาก : backlinko


แม้ว่าการทำ SEO ส่วนใหญ่จะเห็นผลลัพธ์ช้ากว่าการทำ SEM ก็ตาม แต่การทำ SEO จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนกว่ามาก และที่สำคัญยังเป็นรากฐานในการนำไปต่อยอดการทำ SEM ช่วยให้ Quality Score ของคุณสูงขึ้น ส่งผลให้โฆษณาของคุณมี Performance ที่ดีและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


เข้าใจหลักการทำงานของ Search Engine ก่อนเริ่มลงมือทำ On-Page SEO


แม้ว่าเราจะออกแบบและนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมเป็นมิตรต่อผู้ค้นหาแล้วนั้น การออกแบบให้เนื้อหาและโครงสร้างต่าง ๆ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการทำงานของ Algorithm สำหรับ Google Search Engine ก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นก่อนจะเริ่มต้นในการทำ On-Page SEO เราจะพาคุณไปเข้าใจหลักการทำงานของ Search Engine ว่ามีการเรียกข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของคุณมาแสดงบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาได้อย่างไร โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ประกอบไปด้วย


1.Crawling


search-bot-crawlng
ภาพจาก : sitechecker.pro


เริ่มจากการสแกนเพื่อเก็บข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ของเรา โดยบอทของ Search Engine จะทำการ Crawling ท่องไปหน้าเว็บไซต์ตาม Site Map ที่มีบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อเก็บข้อมูลจากโค้ตและลิงก์ต่าง ๆ ที่มีในคอนเทนต์ เช่น Keyword ที่ใช้, การแนบ Meta Tag, Slug ของลิงก์ URLs ทั้งแบบที่เป็นตัว Text และ Non-Text อย่างรูปภาพประกอบและคลิปวิดีโอ


2.Indexing


search-engine-indexing
ภาพจาก : cloudflare


เมื่อตัวบอททำความเข้าใจคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีบนหน้าเว็บไซต์ของเราแล้วว่าเรานำเสนออะไร บอทจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นออกมาในรูปของ Indexing และนำเข้าไปจัดเก็บในฐานข้อมูลของ Search Engine เพื่อรอผู้ค้นหาเสิร์ช Keywords เหล่านั้น ตัวบอทจะเข้ามาค้นหาใน Indexing และดึงข้อมูลที่จัดเก็บไว้มานำเสนอในหน้าผลลัพธ์การค้นหา


3.Ranking


search-result-ranking
ภาพจาก : backlinko


การจัดอันดับแสดงผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine อย่าง Google มาจากการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ มีความเป็น Mobile-Friendly และเนื้อหาคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่เรานำเสนอนั้นมีความน่าเชื่อถือและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ โดยเกณฑ์การให้คะแนนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ


  • Usability : อ่านเข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงหรือค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย
  • Relevance : เนื้อหาที่นำเสนอเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา
  • Authority : มีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน


12 Checklists ในการปรับปรุง On-Page SEO เพื่อพาเว็บไซต์ของธุรกิจคุณให้ไปไกลกว่าที่คิด


เมื่อเราเข้าใจการทำงานของ Search Bot แล้ว อย่างการ Crawling เนื้อหาบนเว็บไซต์ การนำไปจัดทำ Indexing และการแสดงเว็บไซต์ของคุณออกมาเป็น Ranking ในหน้าการแสดงผลแล้ว ต่อไปเรามาเริ่มเจาะ 12 วิธีการทำ On-Page SEO ในแต่ละส่วน เพื่อพาหน้าเว็บไซต์ของคุณไปติดอันดับในหน้าแรกของการแสดงผลลัพธ์การค้นหา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและมีความยั่งยืนมากขึ้นกัน


1. URLs

urls-with-slug


‘URL’ หรือ Uniform Resource Locator คือการระบุตำแหน่งที่อยู่ของเว็บไซต์นั้น โดยประกอบด้วย Domain Name หรือชื่อเว็บไซต์ขึ้นต้นและตามด้วย Slug ต่อท้าย ซึ่งหากเราสร้าง URLs ที่ทำให้บอทของ Search Engine เข้าใจได้ในทันทีว่าหน้าเว็บนี้จะมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง รวมถึงทำให้ผู้ค้นหาเพียงเห็น URLs ของเรา ก็ช่วยให้ทราบเนื้อหาภายในลิงก์นั้นได้ทันทีเช่นกัน


โดยการสร้าง Slug ที่เหมาะสมประกอบไปด้วย

  • Slug ต่อท้ายควรมีความหมาย หรือใช้ Keywords สำคัญ ที่สั้นกระชับได้ใจความ ช่วยให้ตัวบอทและผู้ค้นหาสามารถอ่านทำความเข้าใจได้ในทันที
  • ใช้ Hyphen (-) แทนการใช้ Underscores (_) ในการแบ่งคำ 
  • เมื่อมีการแบ่ง Category ของหน้าเว็บ ควรตั้งเป็น /category-name/ และชื่อหรือหัวข้อของหน้าเว็บย่อยนั้นต่อท้าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่
  • แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวในการเขียน Slug เนื่องจากบางภาษามีสระและวรรณยุกต์ที่มากกว่าภาษาอังกฤษ ส่งผลให้มีความยาวของตัวอักษรที่มากเกินไป และอาจถูกระบบตัดทิ้งได้


นอกจากนี้การสร้างความแตกต่างให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย Favicon หรือรูปไอคอนขนาดเล็ก เช่น โลโก้ธุรกิจของคุณ ที่จะปรากฏบนแท็บหน้าต่างเบราว์เซอร์และใน Bookmark ยังช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย 


2. Title Meta Tags


title-meta-tags
ภาพจาก : scaledon


‘Title Meta Tags’ คือชื่อหัวเรื่อง หมวดหมู่ หรือชื่อของหน้าเว็บไซต์นั้น โดยจะปรากฏอยู่บนแท็บหน้าต่างของเบราว์เซอร์ บนหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine และการแชร์ลิงก์ของหน้าเว็บไซต์ แต่ตัว Title Meta Tags นี้ จะไม่ได้ปรากฏอยู่ภายในหน้าเว็บไซต์ของเรา 


โดยการตั้ง Title Meta Tags จะช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าใจได้ในทันทีว่าเว็บไซต์หน้าของคุณนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร อาจจะใส่ข้อความที่ดึงดูดความสนใจ มี Keywords คำค้นหาของกลุ่มเป้าหมายประกอบร่วมด้วย หรือนำชื่อบางส่วนของบทความมาตัดให้กระชับมากขึ้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้หน้าเว็บของคุณถูกค้นหามากขึ้น และมีอัตราการกดเข้าเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์นั้นสูงขึ้นจากข้อความที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ค้นหานั้น ๆ อีกด้วย


3. Meta Description


meta-description-on-search-result
ภาพจาก : sitechecker


‘Meta Description’ คือคำอธิบายที่จะปรากฏอยู่บนหน้าแสดงผลลัพธ์ของ Search Engine ใต้ข้อความที่เป็น Title Meta Tags โดย Meta Description จะเป็นเหมือนการขยายความและอธิบายต่อจาก Title Meta Tags ว่าเนื้อหาที่จะปรากฏเมื่อผู้ค้นหากดคลิกเข้าเว็บไซต์นั้นจะเป็นอะไร


ซึ่งการตั้ง  Meta Description ที่ดี ควรให้ข้อมูลที่ครบถ้วนภายในไม่กี่ประโยคสั้น ๆ ที่ดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย มีความแตกต่างจากเว็บไซต์ข้างเคียง พร้อมมี Keywords ที่เกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์นั้นประกอบ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำให้ผู้ค้นหาอยากกดเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของคุณได้แล้ว ที่สำคัญอย่าคัดลอก Meta Description มาจากหน้าเว็บไซต์อื่นของเรา เนื่องจากจะทำให้ Algorithm ของ Search Bot สับสน และสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ค้นหา


4. Heading Tags (H1-H6) 


heading-tags-h1-h6
ภาพจาก : fivebestmarketing


‘Heading Tags’  คือการสร้างแท็กสำหรับหัวข้อต่าง ๆ ในหน้าเว็บไซต์ของคุณในรูปของ HTML Tags ซึ่งประกอบไปด้วย H1 ถึง H6 โดยการเรียงลำดับแท็กนั้นเปรียบเสมือนสร้างสารบัญสำหรับ Search Bot และยังเป็นการวางโครงสร้างหน้าเว็บไซต์อย่างนึงด้วย แม้ส่วนใหญ่การตั้ง Heading Tags จะใช้เพียง H1, H2 และ H3 ก็ตาม สามารถเรียงลำดับตามความสำคัญได้ดังนี้


  • Heading 1 : สำหรับใส่หัวข้อหลักหรือชื่อบทความ ซึ่งประกอบด้วย Keywords สำคัญที่เราต้องการให้ติด SEO สำหรับคำค้นหานั้น
  • Heading 2 : หัวข้อรองที่มีความสำคัญรองลงมา หรือ Taglines ซึ่งอาจเป็น Key Messages ของเรื่องนั้น สามารถใส่ Keywords รองหรือที่เกี่ยวข้องกับ Keywords หลักเพิ่มเข้าไป
  • Heading 3 : สำหรับคำอธิบาย ขั้นตอน หรือแบ่งเนื้อหาทั่วไปของเรื่องนั้นที่สำคัญออกมาเป็นข้อ ๆ


นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมการให้บทความของคุณในอนาคตที่อาจมีโอกาสติด Featured Snippets หรืออันดับ 0 บนหน้าแรกของผลลัพธ์การค้นหา โดยลักษณะจะเป็นเหมือน Answer Box แสดง Heading Tags ต่าง ๆ ของเราไว้ภายในกล่องนั้น ซึ่งกินพื้นที่บนหน้าผลลัพธ์ไปเกือบครึ่ง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหน้าเว็บและยังดึงดูดสายตาของผู้ค้นหาให้กดคลิกเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของคุณก่อนอีกด้วย


5. Crawlability


crawlability-search-bot
ภาพจาก : searchenginejournal


‘Crawlability’ คือความสามารถของ Search Bot ในการสืบค้นข้อมูลและพบเจอหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ของเรา ซึ่งหากบอทไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของเราแล้ว ส่งผลให้หน้าเว็บไซต์ไม่ปรากฏบนผลลัพธ์การค้นหา การที่บอทไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของเรานั้นมีหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น ลิงก์เสีย, การย้ายหน้าเว็บไปยังลิงก์ใหม่, มี Internal Links ไม่มากพอ, XML Sitemap มีปัญหา เป็นต้น


การตรวจสอบว่าหน้าเว็บไซต์ของเรานั้นปรากฏบน Search Result ครบทุกหน้าหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยลองค้นหาชื่อ Domain name ของคุณบน google.com และตรวจเช็คบนหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา หรือหากต้องการตรวจสอบลิงก์เสียต่าง ๆ สามารถติดตั้งปลั๊กอิน Broken Links Checker ในตรวจสอบสถานะของลิงก์ต่าง ๆ ซึ่งหากลิงก์ไหนมีปัญหาระบบนั้นจะช่วยแจ้งเตือน ทำให้เราสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที และคอยติดตามผลได้อย่างสม่ำเสมอ


6. Internal Link


internal-link-for-traffics
ภาพจาก : leadagency


‘Internal Link’ คือการแนบลิงก์จากหน้าเว็บอื่นของเว็บไซต์เราแทรกลงไปในหน้าเว็บหรือภายในบทความของเราอีกหน้าเว็บนึง เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มให้หน้าเว็บของเราเกิด Traffics มากขึ้น และยังเป็นการเชิญชวนให้ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรากด Internal Link ของเราต่อไปเรื่อย ๆ ส่งผลให้ใช้เวลาบนหน้าเว็บของเรานานยิ่งขึ้น ทำให้ในสายตาของบอทมองว่าเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่เรานำเสนอบนเว็บไซต์ของเรานั้นมีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เยี่ยมชม


ยิ่งหากคุณมีหน้าเว็บไซต์หรือบทความไหนที่ติดอยู่ในหน้าผลลัพธ์แรก ๆ การทำ Internal Link จะนำพาคนจากหน้าเว็บที่ติดอันดับนั้น ไปยังหน้าเว็บอื่นของคุณที่ได้ใส่ลิงก์ไว้ เป็นวิธีในการช่วยดึงให้หน้าเว็บอื่นของคุณได้อันดับที่สูงขึ้นได้อีกด้วย


7. Page Loading Speed


page-loading-speed
ภาพจาก : storyset


‘Page Loading Speed’ คือความเร็วในการโหลดหน้าเว็บให้แสดงคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีบนเว็บไซต์ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งความเร็วในการโหลดหน้าเว็บนี้เป็นส่วนนึงที่จะสร้างความประทับใจเมื่อผู้ค้นหากดเข้าหน้าเว็บไซต์ของคุณ โดยความเร็วในการโหลดหน้าเว็บที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพจะอยู่ที่ 3 วินาที จากการวิจัยในต่างประเทศพบกว่า หากเว็บไซต์ใช้ระยะเวลาในการโหลดเพิ่มขึ้นทุก 1 วินาที มีอัตราผู้เยื่อมชมที่ปิดหน้าเว็บไซต์เราออกไปถึง 10% เลยทีเดียว ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เว็บของคุณมีความเร็วในการโหลดหน้าเว็บนานมากนั้นมีหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น


  • ขนาดไฟล์ต่าง ๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์มีขนาดที่ใหญ่มากเกินไป เช่น รูปภาพ, คลิปวิดีโอ, Javascript, CSS และ HTML
  • มีการติดตั้งปลั๊กอินที่มากเกินไป หรือกินพื้นที่บนเว็บไซต์ของคุณ
  • Hosting ที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ใช้ระยะเวลาส่ง Ping เพื่อเรียกข้อมูลจากเซิร์ฟใช้เวลานาน
  • สร้างการ Redirect ต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น
  • จำนวนผู้เข้าใช้งานบนเว็บไซต์เกินขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์


ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เว็บไซต์ของเราหนักและทำให้คะแนนความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของเราลดลง อีกทั้งยังดูไม่ดีในสายตาของผู้ใช้งาน และบอทของ Search Engine  หากต้องการทดสอบความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ของคุณนั้น สามารถตรวจสอบง่าย ๆ ได้ผ่าน PageSpeed Insights โดยระบบจะประเมินประสิทธิภาพในการเรียกใช้งานหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งหากได้คะแนนระหว่าง 90 ถึง 100 แสดงว่าเว็บไซต์คุณมีประสิทธิภาพพร้อมที่จะมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีให้แก่ผู้ใช้งาน


8. Readability


readability-of-content
ภาพจาก : storyset


‘Readability’ คือความง่ายในการอ่านเนื้อหาของบทความนั้น ซึ่งรวมถึงการใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลัก ใช้โทนการเขียนและวลีเชื่อมคำหรือประโยคได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจประเด็นของผู้เขียนได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังสอดแทรก Keywords ได้อย่างลื่นไหล ซึ่งหาก Readability ของบทความคุณต่ำ ส่งผลให้ Bounce rate หรือคนที่ปิดหน้าเว็บไซต์ของคุณออกไปสูงมากขึ้นนั่นเอง


โดยความง่ายในการอ่านยังรวมถึงการออกแบบโครงสร้างในการเขียน การแบ่งย่อหน้า ความยาวของจำนวนคำ การเว้นช่องไฟ การใช้สไตล์ตัวพิมพ์รูปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวพิมพ์หนา ตัวพิมพ์เอียง การขีดเส้นใต้ตัวพิมพ์ หรือเพิ่มลูกเล่นอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับเนื้อหาหรือประโยคนั้น ๆ เช่น การตั้งเป็น Quote, การสร้าง Box และการใช้ Heading ที่ถูกต้อง


นอกจากนี้การเขียนบทความให้มีประสิทธิภาพไม่ควรคัดลอกบทความอื่นมาใส่บนหน้าเว็บไซต์ของตนเอง เนื่องจากจะส่งผลให้ Search Engines หมดความน่าเชื่อถือบนเนื้อหาที่เราพยายามนำเสนอ และยังทำให้อันดับการแสดงผลหน้าเว็บไซต์นั้นตกลงอีกด้วย


9. Content Optimal Length


content-optimal-length
ภาพจาก : storyset


‘Content Optimal Length’ คือความยาวของบทความที่เหมาะสมแก่ผู้อ่าน ถึงแม้บทความของคุณนั้นอาจจะมีการสอดแทรก Keywords สม่ำเสมอ มีทักษะการเขียนในการชี้ประเด็นหรือใจความสำคัญต่าง ๆ อย่างแยบยล มีการเรียบเรียงภาษาที่สละสลวย และใช้รูปประกอบได้อย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม แต่ความยาวของบทความนั้นจะเป็นตัวตัดสินใจผู้อ่านที่ในบางทีพบบทความที่เวลาดูกินเวลาในการอ่านมากเกินไป หรือสั้นไปจนดูไม่ได้ประโยชน์จนปิดหน้าเว็บไซต์หนีไป แล้วความยาวของบทความนั้นควรเป็นเท่าไหร่กันแน่


จากผลสำรวจ Content Optimal Length กว่า 6,000 บทความ โดย Hubspot พบว่าบทความส่วนใหญ่ที่ติดอันดับจะมีความยาวของบทความประมาณ 2,250-2,500 คำ ซึ่งบทความเหล่านั้นส่งผลให้เกิดยอด Traffics จำนวนการแชร์บทความ และการติด Backlink กลับมายังบทความนั้นมากกว่าเว็บไซต์ที่เขียนบทความน้อยกว่า 1,000 คำ 


นอกจากนี้จากผลการสำรวมของ Medium ยังแนะนำอีกว่าผู้อ่านบทความส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 7 นาทีในการอ่านบทความทั้งหมด โดยที่มีการใช้ Target Keyword ภายใน 100 คำแรก หรือย่อหน้าแรกนั่นเอง อีกทั้งการใช้คำจาก Search Intent ร่วมในบทความที่ตรงกับคำในการค้นหาของผู้คนส่วนใหญ่ ยิ่งเพิ่มให้ผู้ค้นหาพบเจอบทความของคุณได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


10. Alt Attribute


alt-attribute-image
ภาพจาก : growwithstudio


‘Alt Attribute’ คือการใส่ข้อความหรือประโยคอธิบายรูปภาพสิ่งที่อยู่ในรูปภาพหรือคำจำกัดความของรูปภาพนั้น โดยความยาวของคำอธิบายไม่ควรเกิน 50-55 ตัวอักษร แทรกอยู่ในโค้ต HTML ของเว็บไซต์ การสร้าง Alt Attribute หรือบางคนอาจจะรู้จักในชื่อ Alt Text หรือ Alt Image เพื่อให้ติด SEO นั้นอาจจะแทรกคำที่เป็น Keywords ร่วมในข้อความ เพื่อช่วยให้บอทของ Search Engine ทำการ Crawling แล้วเข้าใจว่ารูปภาพนี้เกี่ยวกับอะไร และยิ่งใช้ Keywords ใน Alt Attribute ที่ตรงกันกับตรงกันกับ Anchor text จะช่วยให้บอทเข้าใจว่ารูปนี้กล่าวถึง Anchor text ที่มีในบทความนั่นเอง


แม้การค้นหาผลลัพธ์นั้นไม่ได้มีเพียงแค่การค้นหาหน้าเว็บไซต์เท่านั้น ยังรวมถึงการค้นหาผลลัพธ์แบบรูปภาพอีกด้วย ซึ่งคิดเป็น 20% ของการค้นหาทั้งหมดเป็นอันดับสองรองจาก Google Search ทั่วไป ในการทำ Alt Attribute นอกจากจะช่วยให้บอททำงานได้ง่าย และเข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์เรามากขึ้น ยังช่วยให้กลุ่มผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นสามารถใช้ Screen Reader เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เป็นรูปภาพบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย


11. Image Optimization


image-optimization
ภาพจาก : techwalls


‘Image Optimization’ คือการลดขนาดไฟล์ของรูปภาพ เพื่อที่ลดความจุของจำนวนบนเว็บไซต์ ซึ่งการบีบอัดไฟล์รูปภาพนี้ยังคงความละเอียดของภาพให้มี Resolution ที่เหมาะสม โดยสามารถปรับแต่งขนาดของไฟล์ภาพได้ด้วยตนเอง ใช้เครื่องมือช่วยเหลือในการบีบอัดรูปภาพให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เช่น Pixlr, FileOptimizer, Kraken และ Affinity Photo หรือติดตั้งปลั๊กอินเสริมอย่าง Yoast SEO หรือ WP Smush เป็นต้น

 

ซึ่งการบีบอัดไฟล์ภาพให้เหมาะสมส่งผลให้เวลาเรียกหน้าเว็บไซต์แต่ละหน้าสามารถโหลดได้รวดเร็วขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นดูดีในสายตาของ Search Bot ที่เข้ามานำข้อมูลของคุณไปจัดทำ Indexing รวมถึงทำให้ Page Loading Speed ของคุณมีคะแนนที่สูงขึ้น พร้อมที่จะมอบประสบการณ์การเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ที่ดีให้กับผู้ค้นหาอีกด้วย

 

12. Responsive Web Design


responsive-web-design
ภาพจาก : browserstack


‘Responsive Web Design’ คือการออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลบนขนาดของจอภาพในแต่ละอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ที่มีขนาดจอที่แตกต่างกัน แต่ยังสามารถเข้าถึงหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ ด้วย URL เดียวกันได้ โดยที่องค์ประกอบคอนเทนต์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์จะปรับขนาดและดีไซน์ให้เหมาะกับการใช้งานจากแต่ละอุปกรณ์ เช่น แถบเมนู ขนาดของรูปภาพ การจัดวางปุ่มต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ


ในอดีตแม้จะมีการแยกหน้าเว็บไซต์สำหรับการเข้าถึงจากโทรศัพท์มือถือด้วยการสร้าง URL ใหม่เป็น /mobile/ หรือ /m/ ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถออกแบบการจัดวางอย่างเหมาะสมได้เนื่องจากแต่ละอุปกรณ์ก็ยังมีหน้าจอแสดงผลที่มีขนาดต่างกัน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการสร้างหน้าเว็บไซต์เพื่อมารองรับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันมีค่าใช้จ่ายที่สูงและเสียเวลาในการสร้างหน้าเว็บมากขึ้น


ดังนั้นการทำ Responsive Web Design จึงเป็นเทคนิคที่เข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมี User-Friendly และ Mobile-Friendly มากขึ้น ซึ่งการจากที่เหลือเพียง URL เดียวนั้น ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาในการจัดการ ในกรณีที่เว็บไซต์คุณมีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น และลดปริมาณข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของคุณ  นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำ SEO ดีขึ้น จากการที่ Search bot มองว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย



สรุปทั้งหมด


เมื่อคุณลงทุนไปกับการทำเว็บไซต์แล้ว คุณคงไม่อยากเห็นยอดผู้เข้าชมที่เข้ามาเล็กน้อย หรือเข้ามาเพราะคุณได้ยิงโฆษณาไปหาคนกลุ่มนั้นอย่างเดียวเป็นแน่ ดังนั้นการทำ On-Page SEO อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยดึงดูดให้เว็บไซต์ของคุณมี Traffics มากขึ้น


แม้การทำ On-Page SEO อาจจะเห็นผลไม่ทันใจเท่าการยิงโฆษณาโดยตรง แต่คุณสามารถจัดการและปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณได้ด้วยตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนการทำโฆษณา และที่สำคัญยังเป็นรากฐานที่จะนำไปต่อยอดการทำโฆษณาต่าง ๆ เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


รวมถึงแม้จะไม่ได้ใช้งบประมาณไปกับการทำโฆษณาแล้ว แต่การทำ On-Page SEO นี้ ยังเป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่จะพาเว็บไซต์ของคุณขึ้นสู่หน้าแรกของผลลัพธ์การค้นหา ด้วย 12 วิธีในการปรับปรุงการทำ On-Page SEO เพื่อพาเว็บไซต์ของคุณพุ่งทะยานขึ้นติดอันดับต้น ๆ ที่ช่วยให้ Search Bot เข้าใจคอนเทนต์ที่มีบนเว็บไซต์ของคุณให้มากขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ของคุณ แล้วคุณพร้อมที่จะเห็นเว็บไซต์ของธุรกิจคุณไปไกลกว่าที่คุณคิด


Source

Backlinko, googleadservices, developers.google, semrush, torquemag, kinsta


ฟรี! e-book

"2020 High Conversion Website Template"
เทมเพลตที่จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Mintlek

“Deadline is faster than karma.”เด็กเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจ อดีตกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ ก่อนจะเปิดตัวใหม่เป็นนักการตลาด

นักเขียน