Web Marketing 101

Web Marketing 101

การทำการตลาดด้วยเว็บไซต์

-- ฉบับผู้เริ่มต้น --

เราได้ใช้เว็บไซต์ของเราทำการตลาดอย่างดีที่สุดแล้วหรือเปล่า?

คำถามที่คุณต้องตอบให้ได้ว่าวันนี้ได้ลงทุนกับเว็บมากพอที่จะทำให้เห็นผลแล้วหรือยัง 

เพราะหลายๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษาเจ้าของธุรกิจที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดออนไลน์ มักจะเจอกับการเปรียบเทียบที่แปลกมากๆ อย่างเช่น

เพิ่งทำเว็บไซต์และยิงโฆษณาไป 5,000 บาท ยอดขายไม่เห็นสู้หน้าร้านได้เลย ผมว่ามันไม่น่าเวิร์คนะ

ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเอาการลงทุนมาเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า มีการลงทุนที่แตกต่างกันมาก 

ต้นทุนหน้าร้าน (ลงทุนสูง)

  • ค่าตกแต่ง + ค่ามัดจำล่วงหน้า
  • ค่าเช่าที่ + ค่าส่วนกลาง
  • ค่าพนักงาน
  • ค่าน้ำ/ไฟ
  • เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการทำหน้าร้าน

ต้นเว็บไซต์ (ลงทุนต่ำ)

  • จ้างทีมทำเว็บไซต์
  • ค่ายิงโฆษณา 5,000 บาท
  • เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการทำเว็บไซต์

ถ้าคุณทำธุรกิจจะเข้าใจดีว่า ค่าใช้จ่ายของทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันมากรวมถึงเวลาที่ใช้ ถ้าเพียงแค่ลองลงทุนในจำนวนที่เท่ากันดู คุณจะเห็นได้เลยว่า เว็บไซต์นั้นท้ายที่สุดจะสร้างผลลัพธ์ให้ได้ดีกว่า (ขึ้นอยู่กับธุรกิจด้วยนะครับ) เพราะมันทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ไม่มีเปิดปิด รองรับจำนวนคนได้มากกว่าหน้าร้านมากๆ และยอดขายที่เติบโตได้รวดเร็วกว่า

เพียงแค่คุณเริ่มต้นทำการตลาดให้กับเว็บไซต์พร้อมกับการลงทุนที่มากพอ

ทำการตลาดกับเว็บอย่างไรดี?

วันนี้ผมจะมาอธิบายการทำการตลาดกับเว็บไซต์เบื้องต้น ให้คุณได้เห็นว่าเว็บสามารถทำอะไรให้กับธุรกิจของคุณได้บ้าง

SEO (Search Engine Optimization)

การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดหน้า 1 บน Search Engine หรือ Google ที่เป็นอันดับ 1 ในด้านนี้นั่นเอง ไม่ต้องทายดูก็รู้ใช่ไหมครับว่า การติดบนหน้าแรกนั้น จะมีคนจำนวนมากเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณแบบฟรีๆ และนำพามาซึ่งยอดขายมากมาย จนคนที่รู้ส่วนใหญ่ทุ่มเทเงินไปกับการจ้างคนเก่งๆเพื่อทำให้เว็บนั้นติดหน้าแรกให้ได้ในคีย์เวิร์ดที่นำพามาซึ่งยอดขาย

ภาพจาก searchengineland

PPC (Pay-per-click)

การใช้โฆษณาโดยการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิก วิธีนี้จะช่วยให้คนเห็นเว็บไซต์ของคุณได้ทันที เหมาะกับคนที่ต้องการยอด ยิ่งจ่ายเยอะก็ยิ่งได้จำนวนคนเข้าเว็บไซต์เยอะขึ้น โดยบริการที่เป็นที่นิยม คือ Google Ads นั่นเอง

ภาพจาก neonbrand

Content Marketing

คอนเทนต์ที่อยู่บนทรัพย์สินของคุณเอง(เว็บไซต์)ต้องดีกว่าอยู่แล้วใช่ไหมครับ เพราะวันดีคืนดีถ้าเกิด Social Media ของคุณโดนปิด อาจเพราะโดนแฮ็คหรือความผิดพลาด เท่ากับคอนเทนต์ดีๆที่เคยสร้างไว้หายวับไปกับตา แถมข้อมูลของคนอ่านทั้งหมดยังไม่ได้เป็นของคุณด้วย ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์ลงบนเว็บตัวเอง อย่างเช่น Blog จะช่วยให้ข้อมูลคนที่เข้ามาในเว็บของคุณ”เป็นของคุณ” และสามารถนำไปใช้ต่อเพื่อปิดการขายได้อีกด้วย

ภาพจาก Hubspot

Inbound Marketing

การตลาดแบบดึงดูดที่ช่วยให้ลูกค้าของคุณเข้ามาหาคุณเอง โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินโฆษณาแม้แต่บาทเดียว นี่คือข้อดีของการมีเว็บไซต์ ด้วยการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่ากับคนอ่าน และทำ SEO ให้ติดหน้าแรก เมื่อลูกค้าเข้ามายังเว็บของคุณเค้าจะทิ้งข้อมูล เช่น ชื่อ เบอร์โทร และอีเมล เพื่อให้คุณติดต่อกลับ เท่านี้คุณก็จะได้ลูกค้าที่พร้อมจะพูดคุยกับคุณต่อโดยไม่จำเป็นต้องมีทีมขายเลยทีเดียว

ภาพจาก Google

Display Ads

การจ้างสื่อโฆษณาบนแบนเนอร์เว็บไซต์อื่นๆ เมื่อคุณรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณชอบเข้าเว็บไซต์ไหน (ที่ไม่ใช่ของคุณเอง) คุณก็สามารถซื้อสื่อแบนเนอร์บนเว็บไซต์นั้นๆได้ เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้ามารู้จักและกลายเป็นลูกค้าของคุณ บริการยอดนิยม คือ Google Display Network ซึ่งส่วนใหญ่การซื้อสื่อแบบนี้จะใช้กับการ Retargeting ในหัวข้อด้านล่างนี้

ภาพจาก Adroll

Retargeting

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ตัดสินใจซื้อในครั้งแรกที่เข้าเว็บไซต์ วิธีนี้จึงได้ผลแบบมากๆ จากรีเสิร์ช 49%ของลูกค้ามักเข้าเว็บไซต์ 2-4 ครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะฉะนั้นการยิงโฆษณาหลอกหลอนลูกค้าที่เคยเข้าเว็บไซต์ หรือ Retargeting จะช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้อย่างแน่นอน ไม่เชื่อลองนึกถึงประสบการณ์ซื้อของจาก Lazada ดูสิครับ คุณจะเห็นสิ่งที่คุณเคยเข้าไปดู ไม่ว่าจะไปที่เว็บไซต์ไหนก็ตาม

ภาพจาก neilpatel

Video Marketing

วีดีโอมาแรงแซงทางโค้ง และจะกลายเป็นคอนเทนต์แห่งอนาคตที่ทุกคนเลือกดูเพื่อฆ่าเวลายามเบื่อที่ดีที่สุด ไม่เพียงแค่นั้น วีดีโอยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อย่างไม่น่าเชื่อ การนำวีดีโอที่ถูกสร้างมาอย่างดีไว้บนเว็บไซต์จะช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจและอินกับสิ่งที่คุณต้องการขายได้เร็วมากยิ่งขึ้น ข้อดีที่สุดคือคุณสามารถปิดการขายได้เลยบนเว็บหลังจากลูกค้าของคุณดูเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

ควรลงทุนอย่างไร?

หนึ่งคำถามที่ผมมักจะโดนถามเป็นประจำคือ แล้วเราควรลงทุนกับการตลาดด้วยเว็บไซต์มากน้อยแค่ไหนและใช้เวลาเท่าไรกว่าจะเห็นผล

สิ่งที่แนะนำได้ดีที่สุดเลยก็คือ ให้คำนวณจากยอดที่คุณต้องการให้เพิ่มขึ้น และคิดย้อนกลับมา (Reverse Engineer) เป็นยอดการตลาดทั้งหมดครับ

ขอยกตัวอย่างจากเหตุการณ์สมมติง่ายๆก่อนนะครับ

ยอดขายปีที่แล้ว 20 ล้านบาท ต้องการให้เพิ่มขึ้น 100% ในปีนี้ด้วยการตลาดออนไลน์และใช้เว็บไซต์เป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วถ้าต้องการยอดขายให้เพิ่มในหลัก “เท่าตัว” หรือมากกว่า 100% จะต้องแลกด้วย กำไรเกือบทั้งหมดที่หามาเป็นค่าการตลาด ซึ่งอาจตีได้ว่างบการตลาดจะอยู่ที่ 30-50% (ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าตลาดอยู่แล้ว)

*ถ้าเป็นเจ้าตลาดจะใช้งบการตลาดอยู่ที่ 5%-20% อยู่ที่ความดุดันของผู้นำในช่วงเวลานั้น 

จากตัวอย่างจะได้งบการตลาดเท่ากับ 6-10 ล้านบาท

คำถามต่อมาที่คุณจะถามคือ คิดว่าลงทุนด้วยงบเท่านี้แล้วจะเห็นผลจริงหรือ?

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง และเจ้าของธุรกิจทุกๆคนนั้นเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งใดการันตีความสำเร็จได้ เพราะถ้ามีใครทำได้ เค้าก็คงรวยมากๆตลอดกาลไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่วิธีการนี้ทำได้ดีที่สุด คือ ให้มองเห็นภาพจากความเป็นจริง ยอดขายที่ต้องการนั้นต้องแลกมาด้วยการลงทุน

และการลงทุนต้องมาพร้อมกับกลยุทธ์ที่เหมาะสม

เมื่อได้มาแล้วจึงนำงบที่ได้มาให้กับทีมการตลาด เพื่อนำเสนอกลยุทธ์เพื่อใช้งบประมาณให้สร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด เคล็ดลับในการดูว่าแผนไหนดีหรือไม่ดีนั้น ดูได้ง่ายๆดังนี้ครับ

  • แผนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ดีต้องชัดเจนในทุกๆรายละเอียด ขายใคร ทำอะไรบ้าง และคาดว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาเท่าไร สามารถต่อยอดไปสู่อะไรได้บ้าง (ตัวเลขนั้นต้องสมเหตุสมผล)
  • แผนกลยุทธ์ต้องยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดและมีกลยุทธ์สำรอง ถ้าสิ่งที่บอกมันไม่เวิร์ค ต้องบอกได้ว่าจะแก้ไขได้ด้วยกลยุทธ์อะไร ในกรอบเวลามากน้อยแค่ไหน
  • แผนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ต้องมีเว็บไซต์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ Facebook Page หรือ Instagram ต้องเป็นเว็บเท่านั้น เพราะเว็บคือสินทรัพย์ของคุณ เป็นตัวเชื่อมระหว่างเพจ โฆษณา ไปจนถึงระบบจัดการหลังบ้านของบริษัท และมันสามารถนำไปต่อยอดสู่สิ่งต่างๆได้มากมาย

คาดหวังผลลัพธ์ใช้เวลาเท่าไร?

เมื่อได้วิธีคิดการลงทุนที่ถูกต้องแล้ว ต่อมาจะมาดูว่าควรคาดหวังกับผลลัพธ์ในระยะเวลาเท่าไรให้เหมาะกับความต้องการของคุณ

ระยะเวลาการสร้างเว็บไซต์

Stage: เริ่มต้น

เว็บขนาดเล็ก = 1-3 เดือน

เว็บขนาดกลาง = 3-6 เดือน

เว็บขนาดใหญ่ = ไม่แนะนำ เพราะการใช้เวลาที่มากเกินไปจะทำให้สร้างเว็บที่ลูกค้าอาจไม่ต้องการแล้ว ข้อแนะนำ คือ ควรหั่นเว็บที่ใหญ่มีฟีเจอร์เยอะให้เล็กลง และทำออกมาเป็นส่วนเล็กๆให้สร้างได้ง่ายและเร็ว


Stage: แข่งขัน

เว็บ = ไม่มีวันสร้างเสร็จ

เพราะเว็บที่ดีจริงๆต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอด คุณจะเห็นได้ว่า เว็บไซต์อย่าง Facebook, Airbnb, Google หรือเว็บจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตลอดเวลา


หลังจากสร้างเสร็จแล้ว 

ระยะเวลาเห็นผลด้านการตลาด

คาดหวังผลลัพธ์ระยะสั้น (เห็นผลภายใน 1-6 เดือน)

  • PPC (Pay-per-click)
  • Display Ads
  • Retargeting
  • Video Marketing

คาดหวังผลลัพธ์ระยะยาว (เห็นผลภายใน 6 เดือนขึ้นไป)

  • SEO (Search Engine Optimization)
  • Content Marketing
  • Inbound Marketing

กลยุทธ์การตลาดด้วยเว็บไซต์สำหรับปี 2020

  • Growth Loop เว็บไซต์ต้องออกแบบจากพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อให้เกิดการวนลูปหรือผู้ใช้ต้องการกลับเข้ามาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการออกแบบแต่ละหน้าต้องทำให้เกิดประสบการณ์ใช้ที่ดีมากๆและถูกวางเรียงต่อเนื่องกัน ไม่มีหน้าหรือจุดที่เป็นทางตันไม่สามารถไปต่อได้หรือไม่น่าสนใจ
  • Personalize Funnel เว็บจะถูกออกแบบให้เหมาะกับประเภทของลูกค้าที่ต้องการใช้บริการมากขึ้น เช่น ถ้าเราต้องการขายประกันออนไลน์ เราจะสามารถออกแบบหน้าเว็บให้เหมาะกับการขายประกันตามอาชีพของคน เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีได้นั่นเอง เช่น หน้าเว็บขายประกันสำหรับนักบิน และมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเฉพาะ
  • Data to Strategy การเก็บข้อมูลบนเว็บเพื่อคราฟต์ออกมาเป็นกลยุทธ์การตลาดบนเว็บเพื่อให้เกิดยอดสูงที่สุด นี่คือผลจากการทำการทดลอง (Experimentation) จำนวนมากจนได้ข้อมูลที่สามารถทำนายได้

สรุปทั้งหมด

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำการตลาดกับเว็บ ยังมีอีกมากมายที่สามารถทำได้

ข้อดีในตอนเริ่มต้นคือคุณไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมดและไม่ต้องเริ่มต้นทำเองทุกอย่าง 

ขอเพียงแค่คุณเริ่มต้นจ้างไม่ว่าจะเป็นทีม In-house, Agency หรือ Freelance มาช่วยเปลี่ยนจากไอเดียให้เป็นเว็บที่สามารถทำการตลาดได้ดี ก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากขึ้นได้แล้ว

การทำเว็บไซต์กับการตลาดนั้นเป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ สิ่งที่คุณต้องเตรียมรับมือ คือ การเริ่มต้นสร้างวิธีคิดที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กล้าลองผิดลองถูก เพราะไม่มีกูรูหรืออาจารย์คนไหนมาบอกได้ว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นจะออกมาดีหรือไม่ดี ทางที่ดีที่สุดคือทำมันออกมาให้เร็วและนำไปทดลองกับกลุ่มลูกค้าคุณทันที และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆครับ


แล้วพบกันตอนต่อไปครับ

Happy Building

W. JAMES

ดับบลิวเจมส์ Growth Master Certified โดย Growthhackers.com คนแรกของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท W JAMES เคยเป็นวิทยากรให้กับ SCG, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, Sharing Citizen, Getlinks และ Thailand Startup Week

นักเขียน