AfterYou
กลยุทธ์เพื่อการเติบโตฉบับรวบรัดอ่านจบใน 5 นาที

Growth Strategy

AfterYou

Growth Strategies วันนี้ขอเสนอกลยุทธ์อันหอมหวานของร้านขนมที่กำลังมาแรงมากๆ ในปัจจุบัน ขวัญใจของสายหวานทุกเพศทุกวัย นั่นก็คือ AfterYou จะมีกลยุทธ์อะไรที่ทำให้ AfterYou ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ต้องมาติดตามในบทความนี้นะคะ

After You พูดถึงแบรนด์นี้บอกได้เลยว่าเป็นร้านขนมร้านแรกในเมืองไทยด้วยซ้ำที่สามารถครองใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนด้วยนะ! จำครั้งล่าสุดที่ไปทาน After You กันได้มั้ยคะ ไม่ว่าจะเปิดแบรนด์มานานแล้ว จะขยายสาขาไปอีกกี่ที่ นับครั้งได้เลยว่าไปกินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิวเนี่ยกี่ครั้ง! เพราะ After You เนี่ย Traffic นี่สุดแสนจะแน่น แล้วเค้าทำแบบนี้ได้ยังไงกันนะ...

เริ่มแรกขอเกริ่นถึงประวัติและความเป็นมาของเจ้าของ After You กันก่อน เริ่มต้นจาก คุณเม เจ้าของแบรนด์ After You เนี่ยได้เกิดไอเดียอยากมีร้านขนมหวานเป็นของตัวเองโดยมีคอนเซปว่า อยากให้คนมาทานขนมหวาน, นั่งเม้ามอยท์ หรือเป็นสถานที่ Gathering กันหน่อยๆ ผู้อ่านอาจจะสงสัยแล้วว่า แล้วยังไงนะมันพิเศษยังไงอ่ะก็แค่มีคอนเซปร้าน แต่มันจะพิเศษก็ต่อเมื่อไอเดียนี้มาจากเด็ก ม.5 ใช่ค่ะคุณเมเค้าได้คิดไอเดียนี้ตอนเค้ายังเป็นวัยรุ่น ม.ปลาย และเค้าเกือบจะขอที่บ้านว่าไม่อยากสอบเข้ามหาลัยแล้ว แต่อยากเปิดร้านเป็นของตัวเอง..

แต่หลังจากที่เค้าเสนอไอเดียนี้ให้กับคุณพ่อ คุณพ่อไม่เห็นด้วยค่ะ ก็เป็นที่เข้าใจได้เพราะเค้าคิดว่าคุณเมยังอ่อนประสบการณ์ ยังเด็ก เปลี่ยนใจได้ง่าย อยากให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากๆก่อน โปรเจ็คนี้จึงถูกพับเก็บไปก่อนค่ะ

หลังจากนั้น 8 ปี หากเป็นคนอื่นก็คงล้มเลิกและอาจจะทำอย่างอื่นไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับคุณเมค่ะ เค้านำโปรเจคนี้ไปเสนอกับครอบครัวเค้าอีกครั้งเพราะมันไม่เคยหายไปจากความคิดของคุณเมเลย จึงนำไอเดียนี้มาเคาะฝุ่น เสนอกับที่บ้านในเวลาที่เค้าพร้อม และครั้งนี้สำเร็จค่ะ ครอบครัวของคุณเมไฟเขียว เป็นไงเป็นกัน ลองดูสักตั้ง!

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ขอใช้คอนเซปไม่พิมพ์เยอะเมื่อยมือแล้วกันนะคะ เข้าเรื่องกลยุทธ์และวิธีการที่ After You ทำให้แบรนด์ตนเองเนี่ยมาถึงจุดนี้เค้ามาถึงตรงนี้ได้ยังไง

  • การทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองมี Passion กับจุดนั้น หรือเรียกภาษาเข้าใจง่ายๆคือ รักในสิ่งที่ทำค่ะ หากเราไม่ชอบในสิ่งที่เราทำนั้นแล้ว มันก็อาจจะทำให้เราเบื่อหรือเหนื่อยจนไม่อยากทำในที่สุดค่ะ
  • Creative คือสิ่งสำคัญของการทำสินค้าค่ะ หากทำแต่สินค้าเดิมๆอยู่ตลอด อาจจะทำให้ลูกค้าเบื่อและธุรกิจเข้าสู่ Decline Stage ได้ ดังนั้น After You จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มองได้จากสิ่งที่ After You ออกสินค้า, เมนูมาใหม่ๆตลอด เช่น ไอติมทุเรียน, ชานมไข่มุก, น้ำแข็งไส Kagoriki รสชาติใหม่ๆทุกๆซีซั่น ทำให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาชิมไม่ขาดสาย
  • เน้นเรื่องคุณภาพของสินค้า และไม่เอาเปรียบลูกค้าคืออีกสิ่งที่ After You เล็งเห็นเป็น Top Priority เลย! สิ่งที่ After You ทำก็คือใช้วัตถุที่มีคุณภาพ ทำของสดใหม่ให้ลูกค้า ไม่มีของเก่าเก็บ
  • สร้าง Project ใหม่ๆเรื่อยๆอย่างเช่น After You ไปทำ Collaborate โปรเจคกับ Bonchon และ Starbucks! อย่างกับ Starbucks อาจจะไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะกาแฟกับของหวานมันไปด้วยกันได้สบายๆ แต่ที่แปลกคือไปจับมือกับ Bonchon เนี่ยสิ การสร้างเมนูของคาวผสมของหวานแล้วออกมาเป็นของอร่อยเนี่ย ยากมากๆแต่ After You ก็ทำได้เช่นกัน
  • อำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากที่สุด โดยการนำระบบจองคิวมา adapt ให้กับหน้าร้านของ After You ทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวกสบาย ทำให้เกิด Repeat Customer ได้อีกค่ะ อันนี้ก็ขอบอกไว้เลยว่า ถ้าหากร้านที่เราอยากไปทาน ไม่มีความสะดวกสบายในการจองคิวก็อาจจะทำให้เราไม่อยากไปกินซ้ำอีกแล้วใช่มั้ยคะ
  • Design และ Layout ของร้านก็เป็นกลยุท์สำคัญของ After You ค่ะ เพราะคงไม่มีลูกค้าคนไหน อยากเข้าไปในร้านอาหารแล้วมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ถูกมั้ยคะ สิ่งที่คุณเมออกแบบร้านเนี่ยทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจเมื่อได้เข้าไปนั่งในร้าน และมีคอนเซปเหมือนกันทั้งหมด พูดได้เลยว่าถึงแม้ว่าเราจะเห็นร้านนี้จากไกลๆถึงแม้จะไม่เห็นป้ายเราก็สามารถบอกได้เลยว่าร้านนี้คือ After You เพราะแบรนด์นี้เนี่ยได้สร้างภาพจำให้ลูกค้าไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ถือว่า Win Win!
  • After You แบ่ง Segment ลูกค้าชัดเจน เจาะหลายๆ Segment ตรงนั้นคือการทำขนมและสินค้าที่หลากหลาย ไม่ได้แบ่งว่าร้านของหวานจะเหมาะแค่กับผู้หญิง แต่กลับมองว่าของหวานมาทานได้ทั้งครอบครัว อร่อยถูกใจถูกปากทุกๆคนค่ะ
  • การตลาดของ After You จะเน้นไปทาง Word of Mouth ค่ะ คุณเมจะไม่เน้นการตลาดที่มากเกินไป เช่นการโปรโมตร้าน เพราะเค้าคิดว่ามันไม่ค่อยยั่งยืน เมื่อเทียบกับ ปากต่อปาก มันยั่งยืนและดูจริงมากกว่าสามารถดึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่กลับมาได้เสมอๆ
  • กลยุทธ์สำคัญอันสุดท้ายนี้ ส่วนตัวคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ คือการกำหนดราคาที่เหมาะสม ให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มาที่สุดเพราะเมื่อเราไปทานของหวานเนี่ย เรามักจะไปกับเพื่อนไม่ต่ำกว่า 2 คนอยู่แล้ว เมื่อตั้งราคาที่สามารถเข้าถึงได้เนี่ย ลูกค้าก็สามารถสั่งหลายๆอย่างมาแชร์กันและเมื่อหารกันแล้วเนี่ยราคาก็ถูกลง ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่ากับสิ่งที่เค้าได้รับค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าการทำร้านขนมหวานเนี่ยมันจะเติบโตมาถึงจุดนี้ขยับขยายตัวเองเข้าไปในตลาดหุ้น สามารถเรียกแบรนด์นี้เนี่ยเป็นบริษัทมหาชนไปแล้วค่ะในระยะเวลาเพียงไม่นานเท่านั้นเอง ขอยกเคสนี้เป็นเคสที่น่าสนใจเคสหนึ่งและค่อนข้างใกล้ตัวกับคนไทยเพราะเป็นแบรนด์ Made in Thailand ที่แท้ทรูค่ะ!

Apichaya Lertsunsarun

Business Development แต่มีความสามารถพิเศษแบบลับๆคือเขียนคอนเทนต์ บ้าแฟชั่น ชอบเครื่องสำอางค์ แถมรักสัตว์

นักเขียน