Classpass
กลยุทธ์เพื่อการเติบโตฉบับรวบรัดอ่านจบใน 5 นาที

Growth Strategy

Classpass

ClassPass แอพ Fitness Subscription Model ที่คุณสามารถออกกำลังกายที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกของฟิตเนสนั้นๆเลย แค่เป็นสมาชิก Classpass ก็เพียงพอ! โดยแอพนี้มาจากสาวคนนึงที่ชื่อ Payal Kadadia ซึ่งคิดค้น Model นี้ขึ้นมาในปี 2013  

Classpass ได้รับเงินลงทุนมามากถึง $84 Million จาก Google Ventures และ Thrive Capital เรียกได้ว่าเป็นบริษัทลงทุนยักษ์ใหญ่ผู้มาร่วมลงทุนกับ ClassPass ด้วย

Classpass เปิดบริการใน 36 ประเทศภายใน 2 ปี ถือว่าเป็นอะไรที่รวดเร็วมากๆ การใช้ Classpass นั้นง่ายสุดๆ ด้วยการซื้อ Credits เป็นแพคเกจต่อ 1 เดือน ราคาเริ่มต้นนั้นอยู่ที่ไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงหลักพันเท่านั้นเอง ปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 400 ล้านเหรียญ (1,200 ล้านบาท) แล้วภายในระยะเวลาที่ไม่นานมาก

แล้ว Classpass เค้าทำยังไงกันนะถึงทำให้มีผู้ใช้และบริษัทเติบโตได้เร็วขนาดนี้ วันนี้จะขอมาอธิบายให้ฟังกัน!

1. เข้าใจถึง Fitness Industry: การที่เป็น fitness โดยปกติแล้วคนอาจจะนึกถึงภาพที่เป็นเพียงแค่ห้องๆนึงแล้วมีเครื่องเล่นเยอะๆ มีกระจกและมีห้องอาบน้ำเพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว fitness สมัยใหม่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะตอนนี้จะเป็น class ที่มีครูสอนเพียง 1 คนและมีคนมาร่วมคลาส เช่น yoga, barre, cycling ซะส่วนใหญ่ ซึ่งเรียก fitness ประเภทนี้ว่า boutique fitness ที่ค่อนข้างมาแรงและเป็นเทรนด์ในตอนนี้

2. เข้าใจถึง customer mindset: โดยปกติแล้วก่อนที่เราจะเข้าไปเล่นฟิสเนสหรือคลาสๆนึงได้เนี่ยต้องมีการเป็น member ก่อน และการเป็น member เนี่ยต้องติดสัญญานานมากๆ เช่น 1 ปี หรือมากกว่านั้นที่จะได้ราคาที่คุ้มกว่า ทำให้ customer รู้สึกเบื่อกับบรรยากาศ หรือไม่ได้สนใจกับ Goal ที่จะลดน้ำหนักอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น Classpass จึงได้ไอเดียตรงนี้มาทำเป็น Subsription Model ที่สามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ กลับไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้อีกด้วย


3. ใช้ Pain-Point มาสร้างธุรกิจ: จากที่ได้กล่าวไปในข้อ 2. Classpass ได้นำ pain-point พวกนี้มาใช้ในการทำธุรกิจนี้ขึ้นมา โดยรวมไปถึงราคาของ Classpass เองก็อยู่ใน Range ที่ย่อมเยาว์ ลูกค้าแฮปปี้กับราคานี้อีกด้วย


4. ไม่ใช้แค่ได้แต่ก็ให้ด้วย: การที่ Classpass ไปทำดีลกับ boutique fitness เนี่ยซึ่งที่ฟิสเนสจะได้รับคือการได้รับลูกค้าใหม่ และสามารถ turn เป็นลูกค้าประจำในอนาคตได้ โดยที่ไม่ได้เสียผลกำไรมากขนาดนั้นเพราะ Classpass มีการจำกัดการเข้าใช้ของลูกค้าได้เพียง 3 ครั้งต่อที่/ต่อเดือน หากเกินกว่านั้น credits ก็จะแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เจ้าของ boutique fitness รู้สึกดีกับจุดนี้ด้วย

5. การถามไถ่ถึง feedback: การเข้าฟิตเนสผ่าน Classpass ทุกครั้งหลังจากครบเวลาของการออกกำลังกาย Classpass จะมีการถาม feedback ของ users ตลอดเพื่อการนำในปรับปรุงในส่วนของ boutique fitness เองหรือจะเป็นการ review ให้คนที่เข้ามาใหม่จะได้พอนึกภาพออกว่า Class นี้จะเป็นแบบที่เราคิดไว้รึเปล่า รวมถึง Social Media เช่น Twitter ที่ Classpass มีการตอบใน comment และ suggestion เพื่อนำมาปรับปรุง


6. ใช้ Email Marketing เป็นอีกช่องทางการสื่อสาร: Classpass ใช้ Email Marketing เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้แอพพลิเคชั่นซ้ำอยู่เรื่อยๆ โดยการส่งเมลเป็นการเตือนในช่วงที่ผู้ใช้ไม่ได้เข้าแอพ หรือเป็นการส่ง Email แจ้งเตือนให้กับผู้ใช้สำหรับคลาสต่อไป

ถือว่า Classpass เป็น subscription model ที่ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะเปรียบเสมือนกับ Classpass เป็นเจ้าของ fitness นั้นๆเอง ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ขี้เบื่อหรือไม่ชอบอะไรที่จำเจ เลือกที่จะใช้ Classpass โดยเปลี่ยนสถานที่ออกกำลังกายเรื่อยๆ ได้เจอสังคมใหม่ๆหรือเพื่อนใหม่ เพื่อดูว่าเราจะชอบแบบไหนมากกว่ากัน ซึ่งเหมาะกับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ หรือวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะวันไหนที่รู้สึกว่าอยากออกกำลังก็เพียงแค่เข้าแอพ กดจองคลาสนั้นๆ และไปออกกำลังกายได้เลย

ที่มา: theglobeandmail , digital.hbs.edu , medium , fastcompany

Apichaya Lertsunsarun

Business Development แต่มีความสามารถพิเศษแบบลับๆคือเขียนคอนเทนต์ บ้าแฟชั่น ชอบเครื่องสำอางค์ แถมรักสัตว์

นักเขียน